วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

12 กฎหมาย ที่รู้ไว้เป็นประโยชน์กับผู้หญิง



กฎหมายใกล้ตัวหลายคนอาจไม่เคยสนใจ บางครั้งเรื่องใกล้ตัวนี่แหละที่พอเกิดปัญหาหลายคนมักจะมองข้าม อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช ในฐานะนักกฎหมายที่คุ้นเคยกับ Lisa มานาน จึงอยากทำหน้าแจ้งสิทธิประโยชน์ที่ผู้หญิงควรจะรู้เอาไว้ เพื่อจะได้ไม่เสียเปรียบใคร

กฎหมายครอบครัว

1. การหมั้น ถ้าหมั้นกันแล้วไม่แต่งงานกัน เช่น ผู้ชายตายของหมั้นก็เป็นของผู้หญิง ต่อให้ผู้หญิงตายของหมั้นก็เป็นมรดกไปสู่ครอบครัวผู้หญิง ถ้าผู้ไปมีคนอื่นเราก็ริบของหมั้นได้เลย โดยที่ไม่ต้องแต่งงาน

2. เงื่อนไขการสมรส ผู้หญิงมีสิทธิเลือกจะใช้นามสกุลตัวเอง หรือนามสกุลสามี หรือจะใช้ทั้งสองอย่างเลยก็ได้ ตรงกันข้ามผู้ชายจะไปใช้นามสกุลผู้หญิงไม่ได้ ยกเว้นผู้หญิงจะเป็นต้นของนามสกุล

3. ทรัพย์สินระหว่างสามี-ภรรยา อะไรที่ได้มาระหว่างการสมรสเป็นสินสมรสทั้งสิ้น ยกเว้นมรดกตกทอดจากพ่อแม่ ฉะนั้น เราเป็นผู้หญิง เราต้องหาผู้ชายที่ทำมาหากิน เพราะผู้ชายทำงานมาก็เป็นของเราด้วยเหมือนกัน

4. การหย่า พอจะเลิกกันอะไรที่เคยหามาตอนแต่งงานกัน ต่อให้เป็นชื่อของผู้ชาย ต้องระบุให้ชัดเจนก่อนหย่าเลยนะ ห้ามบอกว่าจะไปตกลงกันเอง เพราะโอกาสโดนเบี้ยวมีสูง ทำให้มันเรียบร้อยก่อนจะหย่า

5. บุตรนอกสมรส หญิงกับชายอยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียนสมรส เวลามีบุตรเกิดมา บุตรจะเป็นบุตรโดยชอบธรรมของฝ่ายหญิง แต่เป็นบุตรนอกกฎหมายของฝ่ายชาย ถ้าเราต้องการให้เขามาเลี้ยงดู แต่เขาไม่มา เราฟ้องเลย ตรวจดีเอ็นเอว่าใช่ เขาต้องจดทะเบียนรับรองบุตร และส่งเสียลูกเราด้วย

6. มรดก ผู้หญิงผู้ชายสิทธิเท่าเทียมกัน ต้องได้รับเท่ากัน ในกรณีที่ไม่มีพินัยกรรม ต่อให้เราออกจากบ้านไปนานขนาดไหน เราก็มีสิทธิ์ที่จะได้

กฎหมายแรงงาน

7. สัญญาจ้างแรงงาน ผู้หญิงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน จะมาใช้ให้ทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ โดยไม่เต็มใจไม่ได้ ถ้าท้องก็ต้องให้ลาคลอด 90 วัน หรือทำงานอยู่ดี ๆ โดยให้ออกไม่สมเหตุสมผล ต้องได้ค่าชดเชย ทำงานเกิน 4 เดือนชดเชย 1 เดือน, เกิน 1 ปีได้ 3 เดือน และเกิน 3 ปีได้ 6 เดือน มันมีสิทธิ์ของผู้หญิงเยอะต้องดูให้ดี

8. กฎหมายการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน นายจ้างที่เป็นชายจะมาล่วงละเมิดลูกจ้างที่เป็นหญิงไม่ได้ ไม่ว่าจะสายตา ท่าทาง คำพูด หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม สามารถร้องเรียนได้

9. การกู้ยืมเงิน ถ้าเราไม่ได้เกี่ยวข้องอย่าไปเป็นผู้ค้ำประกัน เพราะเป็นผู้ค้ำประกันเท่ากับเป็นลูกหนี้เลยนะ เรื่องแบบนี้เราต้องทำความเข้าใจว่า ถ้าค้ำเค้าไม่ส่งหนี้จะมาที่เราทันทีเลยนะ

กฎหมายแพ่ง

10. การเช่าซื้อกับการขายแบบผ่อนส่ง ถ้าซื้อขายแล้วติดไฟแนนซ์อยู่ อย่างซื้อรถ หากผู้เช่าซื้อไม่มีปัญญาส่งต่อ เอาไปขายให้คนอื่น แล้วคนอื่นผิดสัญญา แถมยังหารถไม่เจอ ผู้เช่าซื้อตั้งแต่แรกต้องเป็นคนรับผิดชอบนะ ผู้หญิงต้องจำไว้ จะเอาอะไรไปขายต่อใครก็ต้องระวังให้ดี

11. การขายฝาก เวลาเป็นหนี้ใคร เราเอาที่ดินหรือบ้านไปประกัน เวลาเราไม่มีเงินจ่ายเขา เขาก็ฟ้อง ถ้าเป็นการฝากขายนี่ผิดสัญญาปุ๊บ เขายืดได้เลย เราไม่มีโอกาสยื่นอุทธรณ์ใด ๆ เลย

12. การจำนอง ถ้าจะทำเอกสารกู้ยืมอะไร ให้ทำเป็นการจำนอง เพราะถ้าขาดส่งเรายังมีเวลาได้หายใจ ด้วยการยื่นอุทธรณ์ ของ ๆ เราก็ยังมีสิทธิ์กลับมาเป็นของเราได้ และถ้ากู้พวกสินไถ่ทั้งขายฝากและจำนอง ห้ามคิดดอกเกินร้อยละ 15 นะ ถ้าเกินกว่านี้ฟ้องได้เลย

คุณประโยชน์ของปลากระป๋อง


รู้กันอยู่แล้วว่าปลามีประโยชน์มากมาย เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย อุดมด้วยสารทอรีนซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก และมีกรดไขมันจำเป็นที่ชื่อ น้ำมันปลา หรือโอเมก้า 3 ซึ่งสามารถใช้ลดไขมันในเลือด ลดความดันเลือด และยังแก้อาการอักเสบในร่างกายได้

ปลากระป๋องก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับเนื้อปลาธรรมชาติ แต่จุดอ่อนของปลากระป๋องก็คืออยู่ในกระป๋องและไม่สดเช่นเดียวกับปลาจากแหล่งน้ำ ที่อร่อยกว่า

ทอรีน เป็นกรดอมิโนที่พบมากในปลาและสัตว์น้ำ สารตัวนี้จำเป็นสำหรับสุขภาพของประสาท กล้ามเนื้อ และเกล็ดเลือดของเรา หากร่างกายได้รับทอรีนไม่พอในเด็กอาจจะมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง โดยเฉพาะเด็กที่ดื่มนมวัว แต่ในนมแม่มีทอรีนเพียงพอ

สรุปบทบาทของทอรีนต่อสุขภาพโดยทั่วไป คือ สามารถลดอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด ช่วยขับคอเลสเตอรอลออกจากร่างกาย ช่วยป้องกันตับอักเสบโดยเฉพาะในรายที่กินเหล้ามาก่อน ช่วยควบคุมน้ำตาลในรายที่เป็นเบาหวาน ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้คล่องและช่วยป้องกันอาการซึมเศร้า

น้ำมันปลา หรือกรดไขมันจำเป็นชนิดโอเมก้า 3 มีชื่อเรียกอย่างอื่นคือกรด EPA (eicosapentaenoic acid) และ DHA (docosahexaenoic acid) คนละอย่างกันและมีประโยชน์ต่างจากน้ำมันตับปลา ซึ่งเป็นวิตามินเอ

บทบาทที่สำคัญของน้ำมันปลาคือ จะช่วยลดอาการอักเสบนานาประการทั่วร่างกาย หากกินมากพอจะช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดได้ทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ลดความดันเลือดสูง ป้องกันอาการกังวล อาการซึมเศร้า และป้องกันมะเร็ง

ประโยชน์ของ ... ขอบขนมปัง



เคยได้ยินมาว่าส่วนของขนมปังที่มีไฟเบอร์มากที่สุดคือบริเวณขอบขนมปัง ทำให้เกิดความสงสัยว่าขนมปังเวลาอบก็ใช้แป้งอบเป็นก้อนเดียว กันไปเลย แต่เหตุไฉนไฟ เบอร์จึงมีปริมาณสูงแค่บริเวณขอบ

ไม่ใช่ไฟเบอร์ แต่เป็น สารต้านอนุมูลอิสระ ดร.โทมัส ฮอฟมานน์ นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยมุนสเตอร์ เยอรมนี เป็นผู้พบว่า ขอบขนมปังเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระอันอุดมสมบูรณ์มากกว่าส่วนอื่นๆ ของขนมปัง งานวิจัยของเขามาจากการตรวจสอบขอบขนมปัง เนื้อขนมปัง และแป้งธรรมดา พบว่าขอบขนมปังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า โพรนีลไลซีน (pronyl-lysine) มากกว่าในส่วนที่เป็นขนมปังขาว 8 เท่าขณะที่แป้งธรรมดาไม่มีเลย หมายความว่า สารต้านอนุมูลอิสระที่ว่าจะเกิดขึ้นต่อเมื่อขนมปังผ่านกระบวนการอบมาแล้วเท่านั้น

สารโพรนิลไลซีน เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของกรดอะมิโนแอล-ไลซีน แป้ง และน้ำตาล ในขั้นตอนการอบ เรียกว่าปฏิกิริยาเมลาร์ด (Maliiard reaction) ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดสีน้ำตาลบนผิวหน้าของขนมปังที่ผ่านการอบแล้ว และกระ บวนการนี้ยังเป็นตัวสร้างสารให้กลิ่น รสชาติให้ขนมปัง รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ

งานวิจัยบอกด้วยว่าขนมปังที่มีสีน้ำตาลเข้ม เช่น ขนมปังโฮลวีท มีสารต้าน อนุมูลอิสระมากกว่าขนมปังสีขาว และสารต้านอนุมูลอิสระจะยิ่งเพิ่มจำนวนหากก้อนขนมปังที่เข้าเตาอบมีขนาดเล็ก เพราะชิ้นขนมปังเล็กๆ จะมีพื้นผิวที่มากขึ้นในการเกิดปฏิกิริยาในกระบวนการนี้ หากเทียบกับขนมปังที่เป็นก้อนใหญ่ หรือเป็นปอนด์ แต่ฮอฟมานน์เตือนว่า ถ้าพยายามอบขนมปังให้เป็นสีน้ำตาลจนเกรียมมากไป สารเคมีที่มีประโยชน์ก็จะอันตรธานได้ง่ายๆ เหมือนกัน

ทั้งนี้ วิธีการที่ทำให้ขอบขนมปังมีประโยชน์คือการอบ จากที่กระบวนการอบเป็นการเปลี่ยนสภาพที่ยังดิบให้สุกโดยการใช้ความร้อน ซึ่งทั่วไปแล้วเตาอบ จะมีอุณหภูมิระหว่าง 191-232 องศาเซลเซียส ระยะเวลาในการอบขึ้นอยู่กับขนาดและส่วนผสมของขนมปังแต่ละชนิด ในขณะอบจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทางกายภาพและทางเคมีในโด คือ.......

ความร้อนจะแผ่กระจายไปยังโด กระตุ้นให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีแรงดัน น้ำกลายเป็นไอและแอลกอฮอล์ขยายตัว ช่วยกันดันโครงร่างของโดให้มี ปริมาตรเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันความร้อนในช่วงแรกของการอบจะกระตุ้นการทำงานของยีสต์และเอนไซม์ให้เกิดกระบวนการหมักเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดก๊าซและแอลกอฮอล์ เสริมขึ้นมา ซึ่งโดยปกติยีสต์จะหยุดการทำงานที่ 43 องศาเซลเซียส และจะตายที่อุณหภูมิ 54 องศาเซลเซียส เมื่อความร้อนเพิ่มขึ้นสตาร์ชจะพองตัวและกลายเป็นเจล ขณะขนมปังสุกนี้ สตาร์ชจะเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอะมิโลสจะเคลื่อนย้ายออกจากเม็ดสตาร์ช เมื่อทำให้ขนมปังเย็นและทิ้งไว้นาน อะมิโลสจะเปลี่ยนแปลงกลับ มีลักษณะขุ่นเป็นตะกอนขาวอีกครั้ง

ในระหว่างที่สตาร์ชเกิดเจลนั้นจะดึงน้ำจากโดมาทำให้กลูเตนสูญเสียน้ำ เปลี่ยนสภาพจากเดิมที่เคยยืดหยุ่นกลับแข็งตัวขึ้น ทำให้ได้โครงร่างของเซลล์มีรูพรุน ผนังเซลล์บางเป็นใยเชื่อมติดกัน รูปรีบ้าง กลมบ้าง กระจายอยู่ทั่วไปทั้งก้อนขนมปัง ในขณะเดียวกันเอนไซม์และยีสต์จะค่อยๆ ตายไป เนื่องจากทนความร้อนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้

ส่วนผิวนอกของขนมปังจะเปลี่ยนสีเพราะเกิดคาราเมล เนื่องจากความร้อนทำให้น้ำตาลที่ผิวโดเปลี่ยนสภาพเป็นสีน้ำตาล และการเกิดปฏิกิริยาเมลาร์ด จากน้ำตาลและกรดอะมิโน ให้สารสีน้ำตาลเรียกว่ามิลานอยดิน พร้อมเกิดสารให้กลิ่นรส และสุกในที่สุด โดยเกิดการสูญเสียน้ำหนักของก้อนโด 9-10% เนื่อง จากการระเหยของน้ำและสารอื่นๆ

วิธีดับอารมณ์ร้อน




เราทุกคนต่างมีอารมณ์โกรธ ไม่พอใจด้วยกันทั้งนั้น แต่บางครั้งถ้าเราระงับได้ ก็ส่งผลดี ทั้งในแง่จิตใจและสัมพันธภาพ

1. นับ 1-10 ..... ไม่ใช่เรื่องตลก..ก ในยามที่คุณไม่สบอารมณ์กับคำพูดของเพื่อนบางคน แล้วแทนที่จะสวนกลับด้วยคำพูดที่เจ็บแสบพอกัน กลับปรับอารมณ์ตัวเองด้วยการนับ 1 -10 ในใจ เพื่อที่จะห้ามตัวเอง และมีเวลาพิจารณาคำพูดของเพื่อน ๆ ว่า กำลังอยู่ใน อารมณ์ที่กำลังเย้าแหย่เล่น มากกว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ป่วยการที่จะโกรธเคืองให้งานกร่อย ปล่อยให้เล่นสนุกไปสักพักเดี๋ยวก็เลิกเล่นกันเองแหล่ะ แต่ถ้ายังทนไม่ไหว ก็เพิ่มจาก 10 เป็น 20 30 จนถึง 100

2. เลี่ยงหลบๆ ไปให้พ้น ..... ถ้ารู้ว่าเป็นคนอารมณ์ร้อน และมักจะใช้กำลังทำลายข้าวของ หรือแม้กระทั่งคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า วิธีการเลี่ยงออกไปจากตรงนั้นเป็นการดีที่สุด สองมือล้วงกระเป๋าสองเท้าก้าวออกไปจากจุดนั้น จนกว่าจะสามารถระงับอารมณ์ตัวเองได้ จึงหันหน้ากลับมายังทิศทางเดิมเพื่อสะสางปัญหา

3. ตังใจฟัง.....ระหว่างการอภิปรายหรือโต้เถียงอย่างรุนแรง และคุณก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกพาดพิง และวิจารณ์อย่างดุเดือด การโต้ตอบทันทีทันใดแบบเลือดขึ้นหน้า เป็นการเปล่าประโยชน์และแสดงวุฒิภาวะทางอารมณ์อย่างไม่ควจจะเป็น การตั้งใจฟังจะทำให้คุณใคร่ครวญ ถึงคำพูดที่ถูดพาดพิงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะคนที่พูดนั้นมีโอกาสที่จะพลาดได้มากกว่าคนที่ไม่พูดอะไรเลย

4. หมั่นฝึกสมาธิ.....สมาธิเป็นการฝึกจิตชั้นดีที่สุดที่สามารถทำให้คนอารมณ์ร้อนกลายเป็นคนอารมณ์เย็น สุขุมนุ่มลึก สมองปลอดโปร่ง แล้วบรรดาเรื่องต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถกวนคุณให้อารมณ์ปะทุขึ้นได้โดยง่าย

5. ฝึกอ่านหนังสือตั้งแต่ต้นจนจบ.....เปิดหนังสือหน้าแรกก็ต้องรีบวาง ไม่ใช่ว่าหนังสือหน้าเบื่อ แต่เป็นเพราะคุณไม่อาจทนต่อการอ่านหนังสือจนจบได้ ดังนั้นการฝึกอ่านหนังสือตั้งแต่หน้าแรกไปถึงหน้าสุดท้าย นอกจากจะได้ความคิดดี ๆ แล้ว ยังลดความพลุ่งพล่านทางอารมณ์ของคุณได้อีกด้วย

6. คิดหาเหตุผล.....หลักการทางวิทยาศาสตร์ยังใช้ได้ดีกับคนอารมณ์ร้อนอีกด้วย จงใช้วิจารณญาณ ในการคิดและตัดสินใจ จะพบว่าที่เคยร้อนจะผ่อนคลายลงเป็นเย็นเยียบ และเฉียบขาดในการแก้ไขปัญหานั้น ๆ

7. ฝึกขอโทษ..... คำว่าขอโทษสามารถระงับอารมณ์ร้อนของคุณเองได้ แล้วยังสามารถระงับอารมณ์เดือด ๆ ของคนอื่นได้ด้วย การเริ่มตันในบางสถาณการณ์ด้วยคำว่าขอโทษ องศาเดือดที่ทำท่าว่าจะคุกรุ่นย่อมลดลงด้วยเช่นกัน

8. ยิ้มเข้าไว้ ..... คุณเคยยิ้มแบบเสแสร้งไหม ? ยิ้มแบบที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ยิ้มแก้เขิน ยิ้มทั้ง ๆ ที่ไม่อยากยิ้ม แต่เมื่อยิ้มออกไปแล้วจะไม่มีภัยมาถึงตัว เพราะรอยยิ้มคือมิตรภาพ คือความอบอุ่น คือไมตรีจิตที่ส่งถึงกันได้ การยิ้มบ่อย ๆ จะสามารถระงับอารมณ์ร้อน ๆ ของคุณได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

เกร็ดความรู้ "อนุสาวรีย์ชัยฯ"





อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (Victory Monument) เป็นอนุสาวรีย์ในกรุงเทพมหานคร โดยรอบเป็นวงเวียนอยู่กึ่งกลางระหว่างถนนพหลโยธิน ถนนราชวิถี และถนนพญาไท ตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 0.0 ถนนพหลโยธิน


อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจและพลเรือนที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เรื่องการปรับปรุงพรมแดนไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศสซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 59 คน พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2484 และจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้กระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485 สถาปนิกผู้ออกแบบอนุสาวรีย์คือ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล

ก่อนที่จะมีการสร้างวงเวียนอนุสาวรีย์ บริเวณจุดตัดของถนนพญาไท ถนนราชวิถี และถนนพหลโยธิน นี้มีชื่อเรียกว่า "สี่แยกสนามเป้า"

นอกจากเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญ และเป็นที่จารึกรายนามทหารที่เสียชีวิต ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (สงครามอินโดจีน) สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีแล้ว ยังเป็นต้นทางของถนนพหลโยธิน รวมไปถึงศูนย์กลางการคมนาคมที่มีรถโดยสารให้บริการในหลายเส้นทาง เป็นจำนวนมาก ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า BTS และรถตู้ ผ่านตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นชุมทางการคมนาคมที่สำคัญของกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน

ทั้งนี้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถือเป็นหลักกิโลเมตรที่ 0 ของประเทศไทย ในขณะที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นหลักกิโลเมตรที่ 0 ของกรุงเทพมหานครอีกด้วย

รัดผมตึง...ระวังโรคเครียด



สาวๆ ที่ชอบมัดผมตึง ตกช่วงบ่ายๆ อาจจะเจอกับอาการมึนหัว อึดอัด ปวดตึงบริเวณต้นคอและท้ายทอยอยู่บ่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้ นั่นอาจจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงความเครียดภายใต้หนังศีรษะก็เป็นได้

จากการสัมภาษณ์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเส้นผมพบว่า ผู้หญิงไทยที่ชอบมัดผม หรือคาดผมจนตึงแน่นอยู่เป็นประจำ ซึ่งทรงผมสุดเนี้ยบนี้อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรัง และทำให้เกิดโรคเครียดตามมาโดยไม่รู้ตัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเส้นผม กล่าวว่า
การรัดผม คาดผม หรือมัดผมจนตึงแน่นเป็นประจำ จะทำให้หนังศีรษะถูกเหนี่ยวรั้งมากขึ้น นอกจากจะทำให้ความกว้างของหน้าผากมากขึ้น เพราะรากผมถูกทำลายจากแรงดึงแล้ว ยังทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะไม่สะดวก นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรังและโรคเครียด

ซึ่งปกติแล้วผู้หญิงทำงานต้องแบกรับความเครียดอย่างมากอยู่แล้วในแต่ละวัน ในวันทำงานจึงควรหันมาปล่อยผมสบายๆ แทนที่จะรวบผมตึงดูบ้าง

เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองง่ายขึ้น และทำให้รู้สึกเป็นทางการน้อยลง จะได้ช่วยลดความเครียด และลดอาการปวด ตึง บริเวณศีรษะและท้ายทอยเนื่องจากความเครียด จากการศึกษาความต้องการของผู้บริโภคโดยบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ โดฟ ครีมแชมพูและคอนดิชั่นเนอร์ พบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่อยากปล่อยผมให้ผมทิ้งตัวนุ่มสลวย มีชีวิตชีวา แต่ผู้หญิงมักรู้สึกไม่มั่นใจในสุขภาพผมของตัวเอง เพราะมีเส้นผมที่ไม่แข็งแรง แห้ง ชี้ฟู ไม่เป็นทรง จึงเป็นเหตุผลให้สาวๆ หลายคนที่ไม่มีเวลาเข้าร้านเสริมสวย สระ ไดร์ ให้ผมเข้ารูปเป็นทรงสวย แก้ปัญหาด้วยการรัด มัด หรือคาดผม เพราะไม่มั่นใจในสุขภาพผมของตัวเอง

โดฟแนะวิธีดูแลผมสวย สุขภาพดีจนปล่อยผมได้ทุกเวลาไว้ด้วยว่า ทุกเช้าหลังตื่นนอน ใช้ปลายนิ้วมือสางผมออกอย่างอ่อนโยนป้องกันปัญหาผมพันกัน ก่อนสระผมใช้แปรงไม้แปรงผมอย่างเบามือ เพื่อให้สิ่งสกปรกที่ติดผมอยู่หลุดออก เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผมที่เหมาะกับเส้นผม หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีแรงๆ ซึ่งอาจทำลายสมดุลของสุขภาพผมได้หมั่นบำรุงผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยซ์เจอร์ไรเซอร์เข้มข้น เพื่อคืนความชุ่มชื้นที่สูญเสียไปให้แก่เส้นผม หลีกเลี่ยงการใส่ครีมนวดบริเวณโคนผม อย่าเกาหนังศีรษะหรือขยี้ผมแรงๆ ระหว่างสระ ควรใช้ปลายนิ้วมือนวดบำรุงหนังศีรษะอย่างอ่อนโยน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

ขณะผมเปียกจะอ่อนแอเป็นพิเศษ หลังสระจึงไม่ควรขยี้หรือแปรงผมแรงๆ หากมีเวลาควรปล่อยให้ผมแห้งเอง หลีกเลี่ยงการไดร์ หนีบ หรือม้วนผมด้วยความร้อนสูงๆ

วิธีแปรงผมที่ถูกต้องให้แบ่งผมเป็นส่วนๆ ค่อยๆ หวีผมทีละส่วนด้วยหวีไม้ซี่ห่าง หลีกเลี่ยงหวีพลาสติกที่จะทำให้เกิดไฟฟ้าสถิต เริ่มแปรงผมจากด้านในมาด้านนอก แปรงผมอย่างอ่อนโยนจากบนลงล่าง
กินอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน วิตามินบี 6 แมกนีเซียม สังกะสี เพื่อบำรุงเส้นผม หมั่นเล็มปลายผมทุก 8-10 สัปดาห์ และสุดท้ายหลีกเลี่ยงการรัดผม มัดผม หรือคาดผมตึงแน่น

ความลี้ลับของ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา


สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นอาณาบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอ็ตแลนติคภาคตะวันตก พื้นที่ทั้งหมดเริ่มจาก ตอนหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดาและจากฟลอริดามุ่งตรงไปทาง ตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้ง ผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากนั้นก็ย้อนเฉียงกลับไปสู่ทางใต้ตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกซึ่งทำให้อาณา


บริเวณแห่งนี้ กลายเป็นรูปสามเหลี่ยมและอาณาบริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่ง กำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์ขึ้น ในยุคอวกาศของชาวเราในปัจจุบัน เป็นสิ่งลึกลับและเหลือเชื่อหากจะบอก ท่านว่า เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่องและเรือ เดินสมุทร จำนวนอีกมากหลายได้ หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้ โดยไม่มีร่องรอย ชีวิตมนุษย์จำนวนพัน ในระยะเวลา กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้หายไปพร้อมกับ พาหนะโดยไม่มีซากศพ แม้แต่รายเดียว หรือเศษชิ้นส่วนใด ๆ ของเรือ หรือ เครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และชีวิตมนุษย์ ในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยม- เบอร์มิวดา ยังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ชาติต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้ ต่างก็พยายามดำเนินการค้นคว้า หาสาเหตุ แห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใคร สามารถบอกสาเหตุ และหาทางป้องกัน จากภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ไม่

เครื่องบินที่หายไปเหนือพื้นทะเลแห่งนี้ส่วนมากก่อนที่จะหายการติดต่อกับฐาน ปฏิบัติการณ์ หรือสถานีปลายทาง เป็นไปอย่างปกติ และสภาพของบรรยากาศ และทัศนะวิสัย ก็สงบและ แจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใด ๆ แต่แล้ว เมื่อถึงบทจะหายเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไป อย่างฉับพลันโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งนักบินก็ไม่มีโอกาสที่จะแจ้งข่าวทาง วิทยุให้หน่วยควบคุม การบินทราบได้ แต่ ก็มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบิน มีเวลา พอที่จะแจ้งข่าวผิดปกติ มายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุกรายต่างก็แจ้งตรงกันทั้งหมดว่า ไม่สามารถควบคุมกลไกต่าง ๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องจะหมุน ปั่น จะไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเหลือง และมองดูคล้ายหมอกหนาทีบ ทั้ง ๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน และท้องทะเลซึ่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วน ขึ้นมาโดยไม่อาจจะทราบสาเหตุได้


อุบัติการณ์ ลึกลับที่ไม่อาจให้คำอธิบายได้ เกี่ยวกับการสาบสูญของเรือเดินสมุทร และ เครื่องบินเป็นจำนวนมาก ในดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดายังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ขาด จนกระทั่งในปัจจุบัน ทุกครั้งที่ได้รับรายงานการ สูญหาย หน่วยยามฝั่งที่ เจ็ด ของกองทัพเรือสหรัฐ จะทำการค้นหาร่องรอยอย่างละเอียดละออ แต่ก็ประสบความ ล้มเหลว ที่จะพบพยานหลักฐาน ซึ่งจะนำไปสู่การไขปัญหาลึกลับนี้ได้ทุกครั้ง และในที่สุด กองทัพเรือสหรัฐ ก็ได้เก็บเรื่องเหล่านี ้ไว้เป็นความลับ ไม่ยอมเปิดเผยหรือให้คำวิจารณ์ใด ๆ แก่ประชาชน ที่อยากรู้อยากเห็นว่า อุบัติการณ์ ลึกลับเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับความอาถรรพ์ของดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาหรือไม่ แต่ทั้ง ๆ ที่กองทัพเรือสหรัฐพยายามจะปกปิด เรื่อราวเหล่านี้ไว้ ประชาชนทั่วไปก็เริ่มรู้ระแคะระคาย ต่าง ๆ และเชื่อว่า จะต้องมี แรงอาถรรพ์ หรือพลังอำนาจอันลึกลับ อย่างหนึ่งอย่างใด ภายในบริเวณ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอย่างแน่นอน และยิ่งปรากฏว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีข่าวรายงานว่า มี นักบิน และนักเดินเรือบางคนได้รอดชีวิตมาจากปรากฏการณ์สยองขวัญ ในดินแดนของ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จึงทำให้ เกิดการฮือ ฮากันใหญ่ในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ดี จวบจน กระทั่งบัดนี้หาได้มีผู้ใด ที่สามารถให้คำอธิบายแจ่มชัด เกี่ยวแก่ความลึกลับและ ความอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาได้ไม่ และการสาบสูญ ก็ยังคงปรากฏอยู่ต่อไป โดยไม่มีทางป้องกันหรือขัดขวางได้


มีผู้ให้ความคิดเห็นและคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป บ้างก ็ว่าเนื่องมา จากความปั่นป่วน ของท้องน้ำ ที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด จากแผ่นดินไหว ใต้มหาสมุทร หรือเกิดจากอุกาบาตเป็นจำนวนมากในบริเวณนั้น ได้พุงเข้าชนเครื่องบิน และทำให้เกิดระเบิดขึ้นมา รังควานเป็นครั้งเป็นคราว สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ให้คำอธิบาย ที่อาจ เป็นไปได้ว่า เครื่องบินและเรือเหล่านั้น ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปยังอีกมิติหนึ่ง ด้วย การกระทำของสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาสูง เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง อีก ทฤษฏีหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ได้ให้เหตุผลว่า เครื่องบินอาจพุ่งดิ่งลงสู่ทะเล เพราะแรงดึงดูด ของ สนามแม่เหล็ก ไฟฟ้าหรือแรงโน้มถ่วงของโลก ที่เกิดจากฝีมือการกระทำของสิ่งมีชีวิต ที่มีปัญญาสูง เมื่อเครืองบิน นั้นร่อนลงสู่พื้นน้ำนักบินและลูกเรือก็จะถูกจับตัวโดย มนุษย์จากจานบิน (UFO) ที่ถูกควบคุมโดยมนุษย์อีกพวกหนึ่ง ที่ไม่คุ้นเคยกับชาวโลก ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์ที่เหลือรอดมีชีวิต สืบต่อกันมาจากสงครามนิวเคลียร์มหาประลัย ที่เกิดขึ้น ในกาลก่อน หรือเป็นมนุษย์จากอวกาศนอกโลก หรือมนุษย์ในอนาคต ที่ต้องการ รวบรวมตัวอย่างการดำรงชีวิตของ ชาวโลก เพื่อการศึกษาค้นคว้า หรือป้องกันภัย ที่จะเกิด จากอาวุธนิวเคลียร์ ในอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่ง


มีอยู่หลายกรณีเกี่ยวกับการสืบสวนความลึกลับของเรื่องนี้ ที่เจ้าหน้าที่มุ่งตรงใน ประเด็นซึ่งเกี่ยวกับท้องทะเล โดยเฉพาะเพราะแม้ว่า เราจะอยู่ในสมัยที่กำลังก้าวเข้าสู่ อวกาศก็ตาม แต่ความลึกลับของท้องทะเล ยังคงเป็นสิ่งมืดมน สำหรับพวกชาวโลกอยู่ ก่อน อื่นเราจะต้องรับความจริงที่ว่า 3 ใน 5 ส่วนของพื้นใต้มหาสมุทร เรายังรู้จักกันน้อยกว่า ปล่องภูเขาไฟในดวงจันทร์ หรือพื้นราบบนดาวอังคารเสียอีก เรามีแต่แผนที่ทางทะเล ที่เขียนขึ้นอย่างหยาบ ๆ จากการ สำรวจโดยใช้เสียงสะท้อนของโซน่า ใช้เครื่องดำน้ำลึก หรือเรือดำน้ำที่มีเขตจำกัดสำรวจได้เฉพาะพื้นน้ำที่ไม่ลึกนัก เท่านั้น และความประสงค์ ส่วนใหญ่ จะมุ่งเฉพาะการค้นหาแหล่งน้ำมัน และทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้นเอง เรายัง ไม่อาจจะทราบได้ว่า ในส่วนก้นบึ้งที่ลึกที่สุด มีอะไรที่จะสร้างความประหลาดใจ อย่างใหญ่หลวงให้แก่พวกเราบ้าง พื้นทะเลลึกและหุบเหวใต้ท้องทะเล อาจจะเป็นที่อาศัย ของสิ่งมีชีวิตที่มีมันสมองและฉลาดเกินกว่าเราจะคาดคิด ก็เป็นได้


ความลึกลับมหัศจรรย์ ใต้ท้องทะเล หาได้หยุดยั้งเพียงเท่าที่กล่าวมาแล้วไม่ นิยายปรัมปรา เล่าลือสืบต่อเนื่องกันมา เกี่ยวกับพิภพ และสัตว์ประหลาดใต้ท้องทะเล โดย ไม่มีวันจบสิ้น และยิ่งการค้นพบหลักฐานซากเมืองโบราณ ใต้พื้นน้ำ ลึกเป็นพัน ๆ ฟุต ในหลายส่วนของพื้นมหาสมุทรทั่วโลก ยิ่งทำให้เรื่องพิลึกกึกกือได้รับความสนใจจาก ความอยากรู้ อยากเห็นของชาวโลกยิ่งขึ้น เราเคยทราบวัฒนธรรม และความรุ่งโรจน์ ของ ชาวเมืองแอตแลนติส โบราณจากบันทึกของ มหาปราชญ์เพลโตเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันนักโบราณคดีและนักภูมิศาสตร์ ต่างเชื่อมั่นว่าอาณาจักรแอตแลนติก อันเคยรุ่งเรือง ด้วยอารยธรรมมาก่อนนั้นมีจริง ขณะนี้เมืองทั้งเมืองได้จมหายอยู่ใต้พื้นมหาสมุทร แอตแลนติคที่ใดที่หนึ่ง


อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจให้แก่โคลัมบัสเมื่อห้าร้อยปีก่อน คือส่วนหนึ่งของ กระแสน้ำอุ่น กัลฟ์ตรีม ที่เรียกกันว่าสายน้ำขาว พื้นน้ำบริเวณนี้จะมองเห็นสุกใส ด้วย แสงเรืองเป็นทางยาว ระยะทางเป็นไมล์ ๆ ใกล้ ๆ กับ บาฮามัส ซึ่งในปัจจุบันแสงเรือง บนพื้นน้ำเหล่านี้ก็ยังคงปรากฏอยู่การตรวจสอบของนักวิทยาศาสตร์ ก็ยังไม่ทราบแน่ชัด ว่าเกิดการเรืองแสงของจุลินทรีย์ในน้ำที่ถูกฝูงปลารบกวนหรือเป็นแสงเรืองที่ เกิดจาก กัมมันตภาพรังสี หรืออาจเป็น การเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาใต้ท้องทะเลกันแน่ และยิ่งกว่านั้น มีเหตุผลพอจะทำให้เชื่อได้ว่า พื้นที่ใต้มหาสมุทรแถวนั้นอาจเป็นที่ตั้งฐาน ใต้น้ำ ของชาวนอกโลก ที่มาศึกษาชีวิตความเป็นไปในโลกของเราก็ได้ และแสงเรือง ที่เกิดขึ้น อาจเป็นสัญญาณให้ยานอวกาศของพวกเขาทราบตำแหน่งที่ตั้งและมองเห็นได้ ชัดเจน ก่อนที่ยานอวกาศจะเข้าสู่บรรยากาศโลก เหตุผลต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ท่านอย่าเพิ่ง เชื่อปักใจ ไปกับอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะตราบใดที่เรายังไม่อาจพิสูจน์ได้แน่ชัด ปรากฏการณ์ประหลากชองสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็ยังเป็นเรื่องลึกลับ ที่มืดมนสำหรับเราอยู่


หนึ่งในพืชสีเหลืองที่เรามักจะเห็นคนนำมาประกอบอาหารอยู่บ่อย ๆ ก็คือ "ฟักทอง" นั่นเอง เพราะ "ฟักทอง" สามารถประกอบอาหารคาว-หวานได้สารพัดเมนู จึงไม่แปลกที่ "ฟักทอง" จะเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคน.....

มือคุณเลยค่ะ

ฟักทอง เป็นพืชตระกูลมะระ ชนิดไม้เถาขนาดใหญ่ ผิวมีลักษณะขรุขระ เนื้อในสีเหลืองนิ่ม มีเมล็ดสีขาวแบน ๆ ติดอยู่ ซึ่งแต่ละส่วนของ "ฟักทอง" มีสรรพคุณทางมากมาย คือ

เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง รวมทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง และที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือ "เบต้าแคโรทีน" ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง สามารถช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ แถมเบต้าแคโรทีน ยังช่วยต้านความชรา ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อเข่า และบั้นเอวได้เป็นอย่างดี

เปลือกฟักทอง มีฤทธิ์ทางยามากมาย หากทานฟักทองทั้งเปลือก จะสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง แต่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในเนื้อ

ดอก มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อย

เมล็ด ประกอบด้วยแป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน รวมทั้งสารที่ชื่อว่า "คิวเคอร์บิติน" (cucurbitine) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี และยังช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันการเกิดนิ่ว มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ น้ำมันจากเมล็ดฟักทองยังช่วยบำรุงประสาทได้ดี และยังมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากของผู้ชายขยายใหญ่ขึ้น และช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้จากลูกอัณฑะให้อยู่ในระดับปกติ

ราก น้ำมาต้มน้ำใช้ดื่มแก้อาการไอได้ และยังช่วยบำรุงร่างกาย ถอนพิษของฝิ่นได้

เยื่อกลางผล สามารถนำมาพอกแผล แก้อาการฟกช้ำ อาการปวด อักเสบได้

ฟักทอง อาหารเพื่อคุณผู้หญิง

และสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องการลดน้ำหนัก "ฟักทอง" นี่แหละค่ะคือ "ตัวช่วย" ที่ดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว เพราะฟักทองเป็นพืชที่มีกากใยมาก และมีแคลอรีไม่สูง ไขมันน้อย จึงไม่ทำให้อ้วน นอกจากนี้ในฟักทองมีวิตามินหลายชนิดในปริมาณสูง จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณของคุณสาว ๆ มีน้ำมีนวล แถมสายตายังดูปิ๊งอีกต่างหาก

นอกจากนี้ สำหรับสตรีหลังคลอดบุตร "ฟักทอง" ซึ่งมีฤทธิ์อุ่น จะช่วยย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะอุ่น บำรุงกำลัง ลดอาการอักเสบ แก้ปวดได้อีกด้วย

ข้อควรระวังในการทาน "ฟักทอง"

เนื่องจาก "ฟักทอง" มีฤทธิ์อุ่น ดังนั้นคนที่ "กระเพาะร้อน" คือมีอาการเช่นกระหายน้ำ ปากเหม็น หิวง่าย ปัสสาวะเหลือง ท้องผูก เป็นแผลในช่องปาก เหงือกบวม ไม่ควรทานฟักทองมากเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายร้อนขึ้นได้นั่นเอง หรือแม้แต่ในคนปกติ การทานฟักทองมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้เช่นกัน

20 บุคคลสำคัญของไทยที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก


บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ซึ่งครอบคลุมใน 5 สาขาหลักของยูเนสโกนั้น เริ่มจากพุทธศักราช 2505 เป็นต้นมา มีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นพระองค์แรกและมีคนไทยได้รับการยกย่อง



หลังจากนั้น จนถึงปัจจุบัน มีบุคคลสำคัญของประเทศไทยที่ได้รับการยกย่องรวมทั้งสิ้น 20 คน ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลทุกระดับชั้น ครอบคลุมใน 5 สาขาหลัก ตามคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ที่ยูเนสโกกำหนด โดยเรียงลำดับปีที่ได้รับการยกย่อง ดังนี้



1. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่ได้รับเกียรติจากยูเนสโกประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก เนื่องในโอกาสฉลองวันประสูติครบ 100 พรรษา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2505


2.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงได้รับการยกย่อง เนื่องในโอกาสฉลองวันประสูติครบ 100 พรรษา เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2506


3. พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงได้รับการยกย่องจากยูเนสโก เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาวรรณกรรม เนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 200 พรรษา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2511

4. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญา “สมเด็จพระมหาธีราชเจ้า” ยูเนสโกยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านวัฒนธรรม เนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2524


5.สุนทรภู่ กวีเอกครั้งรัชกาลที่ 2 ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านวรรณกรรม เนื่องในโอกาสฉลองวันเกิดครบ 200 ปี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2529 นับเป็นสามัญชนคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้


6. ศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธน (ยง เสถียรโกเศศ) นักปราชญ์และนักวัฒนธรรมสำคัญของไทย ยูเนสโกประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก เนื่องในโอกาสครบรอบ ชาตกาล 100 ปี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2531


7. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่ได้รับการถวายพระเกียรติจากยูเนสโก ประกาศให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก เนื่องในวาระฉลองวันประสูติครบ 200 ปีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2533

8. พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เป็นคนไทยที่ยูเนสโกยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก เนื่องในวาระฉลองวันประสูติครบ 100 ปี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2534


9.สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงได้รับการถวายพระสมัญญา “พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย” เมื่อปี 2535 ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์การแพทย์ การพยาบาลและการสาธารณสุข เนื่องในวาระฉลองครบรอบ 100 ปีวันคล้ายวันพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535


10.เมื่อปี 2539 เนื่องในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปียูเนสโกได้ประกาศ ยกย่องและร่วมฉลองในวาระมงคลดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2539

11.สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ : การพัฒนามนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อม เนื่องในวาระฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2543


12.ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ยูเนสโกประกาศให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านส่งเสริมสันติภาพ เสรีภาพ และประชาธิปไตย เนื่องในโอกาสฉลองชาตกาลครบ 100 ปี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2543

13.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญา “พระปิยมหาราช” ทรงได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การพัฒนาสังคม เนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 150 พรรษา เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2546


14. หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล บุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วัฒนธรรม (วรรณคดี) และการสื่อสาร เนื่องในโอกาสฉลองวันเกิดครบ 100 ปี เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2546


15.พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ทรงได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์และสื่อสารมวลชน เนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพ 200 พรรษา ในวันที่ 18 ตุลาคม 2547


16.นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือนามปากกาว่า “ศรีบูรพา” นักเขียน นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์มีชื่อของไทย ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ เนื่องในโอกาสครบรอบชาตกาล 100 ปี เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2549


17.ท่านพุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์) ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ เนื่องในโอกาสครบรอบชาตกาล 100 ปี เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2549


18.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงเป็นคนไทยที่ได้รับการยกย่องจากยุเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านวรรณกรรม การศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข และการต่างประเทศ เนื่องในวาระฉลอง 200 ปีวันคล้ายวันประสูติ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551


19.นายเอื้อ สุนทรสนาน ได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาวัฒนธรรม ดนตรีไทยสากล เนื่องในโอกาสครบรอบชาตกาล 100 ปี เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553


20.พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์และสื่อสารมวลชน เนื่องในโอกาสครบรอบชาตกาล 100 ปี ในวันที่ 20 เมษายน 2554 นับเป็นคนไทยลำดับที่ 20 นับเป็นเกียรติประวัติแก่ประเทศไทยอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง


ว่ากันว่า ผึ้งเป็นสัตว์ปีกที่มีความใกล้ชิดกับคนไทยมาแต่บรรพบุรุษและมีอายุน้อย ส่วนการบำบัดและรักษาอาการด้วยผึ้งและผลิตภัณฑ์ผึ้งนั้น ได้มีประวัติมาช้านานและเป็นที่รู้จักในระดับสากล จนเป็นที่ยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูง และการนำผึ้งมาใช้เพื่อการบำบัดรักษาโรคถือว่าเป็นช่องทางหนึ่ง เพื่อให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์จากผึ้ง ที่สามารถเรียนรู้ได้เอง เผยแพร่ง่าย อีกทั้งยังใช้ต้นทุนต่ำอีกด้วย




นพ.สำเริง กาญจนเมธรกุล คณบดีสำนักวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เปิดเผยเมิ่อวันที่ 13พ.ค. ว่า สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพร่วมกับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดให้บริการรักษาโรคด้วยพิษผึ้ง หรือ ผึ้งบำบัด (Apitherapy)โดยทีมแพทย์ที่ผ่านการอบรมการรักษาด้วยพิษผึ้งจากประเทศจีน




โรคที่รักษานั้นจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มอาการปวดและอาการชา อาทิ ปวดศีรษะเรื้อรัง ไมเกรน ปวดประจำเดือน ปวดตามร่างกายทั่วไป ชามือ ชาเท้า กลุ่มที่ 2 ก็คือ กลุ่มอาการไขข้อ ไขข้ออักเสบ รูมาตอยด์ โรคข้อเข่าเสื่อม เส้นเอ็นอักเสบ นิ้วล็อก โรคเกาต์ และกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มอาการอื่นๆ เช่น ริดสีดวง ตะคริวน่อย ไซนัส นอนกรน เลิกบุหรี่ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคอัลไซเมอร์ ไอเรื้อรัง ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ความดันโลหิตสูงเส้นเลือดตีบ อ่อนเพลีย เป็นต้น




นพ.สำเริง กล่าวว่า นอกจากจะเปิดรักษาด้วยผึ้งแล้วบำบัดแล้ว ยังมีความตั้งใจที่จะศึกษาวิจัยการนำผลิตภัณฑ์จากผึ้ง น้ำผึ้ง เกสรผึ้ง นมผึ้ง พรอพอลิส ไขผึ้ง และพิษผึ้ง เพื่อใช้ในการรักษา โดยร่วมมือกับนายประเสริฐ นพคุณขจร ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบำบัดโดยใช้ผึ้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องผึ้งบำบัดให้แก่บุคลากรด้านสุขภาพ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย นักศึกษา และประชาชนทั่วไป อีกทั้งจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกไปทำการรักษาด้วยพิษผึ้ง ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก




การรักษาด้วยพิษผึ้งเป็นแนวทางการรักษาทางเลือกหนึ่ง โดยฝังเหล็กในลงตามหลักการของการฝังเข็ม ซึ่งพิษผึ้งจะมีฤิทธิ์รักษาหลายอาการ โดยเฉพาะ แก้อาการปวด ช่วยปรับภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ เป็นต้น ส่วนความสำเร็จในการรักษานั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะร่างการของแต่ละบุคคล เพราะบางคนรักษาครั้งเดียว หลายคนต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง หรืออาจจะต้องหาแนวทางอื่นที่เหมาะสมกับคนคนนั้นต่อไป




นอกจากนี้ นายประเสริฐ นพคุณขจร ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบำบัดโดยใช้ผึ้งและผู้เชี่ยวชาญเรื่องผึ้ง ระบุว่า โรคที่เป็นปัญหามากในขณะนี้ก็คือ โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งมีผู้ที่ป่วยจำนวนมากต้องการรักษา และต้องการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการฝังเหล็กในตัวผึ้ง จะเห็นได้ว่าการรักษานั้นล้วนแล้วเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของคนไทยทั้งสิ้น




อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่ต้องการรักษาด้วยวิธีฝังเข็มในตัวผึ้งต้องได้รับการทดสอบการแพ้พิษก่อน ถ้าร่างกายไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านก็สามารถฝังต่อไปได้ ส่วนผู้ที่อยู่ในภาวะไม่เหมาะสม ได้แก่ หิว อิ่มจนเกินไป กลัว โกรธ ตื่นเต้น เหงื่อออกมาก อ่อนเพลีย และอาหารต้องห้ามก็คือ ต้องรับประทานอาหารอ่อน ๆ และทานผักให้มาก ๆ งดอาหารทะเล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ก่อนรับการรักษาด้วย




ทั้งนี้ผู้ที่สนใจรับบริการนั้น อาจจะต้องใช้เวลาในการรอนาน เนื่องจากว่ามีผู้มาใช้บริการค่อนข้างมาก ส่วนการให้บริการนั้นจะมีทุกๆ วันจันทร์ พุธ และศุกร์ เวลา 09.00-12.00 น. และในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. หรือในช่วงแรกนี้จะยังไม่คิดค่าใช้จ่าย

วิธีสังเกตยาที่เสื่อมคุณภาพ


- ยาเม็ด สังเกตว่าเม็ดยาจะแตกร่วน สีเปลี่ยนไป มีจุดด่าง ขึ้นรา หรือหากเป็นยาเม็ดเคลือบน้ำตาล เม็ดยาอาจเยิ้มเหนียวมีกลิ่นหืนหรือกลิ่นผิดไปจากเดิม

- ยาแคปซูล สังเกตว่าแคปซูลจะบวม พองออก หรือจับกัน ผงยาในแคปซูลเปลี่ยนสี เช่น ยาเตตราซัยคลินที่เสียแล้ว ผงยาจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเป็นอันตรายต่อไตมาก

- ยาน้ำแขวนตะกอน เช่น ยาลดกรด ยาคาลาไมน์ทาแก้คัน หากเสื่อมสภาพตะกอนจะจับกันเป็นก้อน เกาะติดกันแน่น เขย่าแล้วไม่กระจายตัวดังเดิม มีความเข้มข้น กลิ่น สี หรือรสเปลี่ยนไป

- ยาน้ำเชื่อม เช่น ยาแก้ไอ หากหมดอายุ ยาจะมีลักษณะขุ่นมีตะกอน ผงตัวยาละลายไม่หมด สีเปลี่ยน มีกลิ่นบูดเปรี้ยวหรือรสเปรี้ยว

- ยาขี้ผึ้งและครีม ถ้าพบว่าเนื้อยาแข็งหรืออ่อนกว่าเดิม เนื้อไม่เรียบ เนื้อยาแห้งแข็ง หรือสีของยาเปลี่ยนไป

วิธีการดูว่ายาหมดอายุ คือ ดูวันหมดอายุของยาที่ระบุไว้บนฉลากยา และถ้ายานั้นไม่มีวันบอกหมดอายุ อาจดูจากวันเดือนปีที่ผลิต ซึ่งโดยปกติ ถ้าเป็นยาน้ำจะเก็บไว้ได้ประมาณ 3 ปีนับจากวันผลิต และหากเป็นยาเม็ดจะเก็บไว้ได้ 5 ปี และถ้าเป็นยาหยอดตาหากเปิดใช้แล้วเก็บไว้ได้เพียงหนึ่งเดือน

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

“5 DON’T when you are sleeping”


“5 DON’T when you are sleeping” แปลตรงๆ ก็คือ ’5 อย่า’ เมื่อคุณจะนอน” มาดูกันซิว่ามีอะไรบ้าง

อย่าที่ 1 คือ อย่านอนหลับไปพร้อมๆ กับนาฬิกาข้อมือ ก็เพราะขณะที่นาฬิกาเจ้ากรรมทำงานไปเรื่อยๆ นั้น เจ้านาฬิกาไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนปล่อยพลังงานทั้งสิ้น เชื่อมั้ยว่าการใส่นาฬิกาข้อมือนอนจะมีผลต่อสุขภาพระยะยาวเลย

อย่าที่ 2 นี่ สำหรับพวกชอบคุยโทรศัพท์มือถือจนหลับโดยเฉพาะเลย ไม่ควรนอนหลับไปพร้อมๆ กับโทรศัพท์เท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงการวางโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ๆ ตัวด้วย บางคนที่ชอบใช้มือถือเป็นนาฬิกาปลุกยามเช้า กรุณาเก็บมือถือของท่านไว้ให้ใกลตัวที่สุดเมื่อจะนอนซะเถอะ
ไปหาซื้อนาฬิกาปลุกถูกๆ ดีๆ เก๋ๆ มาใช้ดีกว่า เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าโทรศัพท์มือถือเครื่องจิ๋วเนี่ย จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาขณะเปิดเครื่องไว้ และเจ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหล่านี้มีผลกับระบบประสาทซะด้วยสิ เพราะฉะนั้น ตอนนอนก็ปิดโทรศัพท์มือถือซะดีกว่า พอปิดโทรศัพท์มือถือเรียบร้อยแล้ว จะวางไว้ใกล้หรือไกลก็หายห่วง

อย่าที่ 3 ง่ายๆ สั้นๆ คือ อย่าหลับพร้อมๆ กับเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้าขนาดไหน ต้องล้างเครื่องสำอางออกให้หมด เพราะการหลับทั้งๆ ที่เครื่องสำอางยังคาอยู่ที่ผิวหน้านั้น จะก่อให้เกิดปัญหาด้านผิวพรรณระยะยาว กลางคืนคือช่วงเวลาที่ผิวพรรณจะได้พักผ่อนบ้างนะค่ะ

อย่าที่ 4 (สำหรับสาวๆ เท่านั้น) คือ อย่านอนหลับทั้งๆ ที่ยังใส่ยกทรง นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันค้นพบว่าการใส่ยกทรงนานเกิน 12 ชั่วโมง จะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทรวงอกได้ ฉะนั้น ก็อย่าใส่ยกทรงนอนเลย ไม่ต้องกลัวเสียทรง ไม่ต้องกลัวอกแบะ ห่วงชีวิตไว้ก่อนดีกว่า

อย่าที่ 5 อันนี้เหมาะกับทุกเพศเลยนะ “อย่านอนกับสามีหรือภรรยาของคนอื่น” เพราะคุณอาจจะไม่ได้ตื่นอีกเลย..

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ท่องตำรานาทีสุดท้าย'จำแน่น-สอบดีขึ้น'



จากผลการวิจัยชี้ว่า ฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นเมื่อเกิดความเครียดสามารถทำให้เซลล์สมองเปลี่ยนแปลง และช่วยให้สมองเก็บความจำอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นักวิจัยพบว่า ฮอร์โมนความเครียด คอร์ติซอลและอะดรีนาลีน ทำให้การทำงานของเซลล์ประสาทมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งช่วยส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้ ศาสตราจารย์ฮันส์ รอยล์ นักประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริสตอล อังกฤษ กล่าวว่างานวิจัยนี้บ่งชี้ว่าการเรียนรู้ของนักเรียนอาจดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเรียนรู้ภายใต้ความกดดันจากเส้นตาย รอยล์อธิบายว่า คอร์ติซอลและอะดรีนาลีนอาจกระตุ้นกลไกที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีน โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ บนลำดับดีเอ็นเอ ซึ่งกลายเป็นการตั้งโปรแกรมดีเอ็นเอใหม่ “บ่อยครั้งที่เราพบว่า ความทรงจำที่ไม่น่าพึงใจคือความทรงจำที่คงอยู่กับเราไปตลอดชีวิตมากกว่าความทรงจำที่ดี สาเหตุมาจากบทบาทของความเครียด เนื่องจากมุมมองด้านชีววิทยาทำให้คนเราเลือกจดจำสิ่งที่ทำร้ายหรือคุกคามเรามากกว่า ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่คล้ายกันนั้นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต “คล้ายกับว่าฮอร์โมนความเครียดเชื่อมโยงกับตัวรับสัญญาณบางอย่างในสมอง ที่ส่งเสริมการควบคุมกลไกที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ “และที่สำคัญ ฮอร์โมนความเครียดจะส่งเสริมกระบวนการที่ปกติแล้วเกิดขึ้นขณะเรียนรู้” การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเกิดจากความเครียดที่เพิ่มขึ้นและสร้างเป็นความจำไว้ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียนรู้และความจำ

โอเมก้า 3" ลดความเสี่ยง "โรคหัวใจ" หาได้ใน "ปลาทูไทย"




ความเจริญของโลกใบนี้ก่อให้เกิดการพัฒนาอาหารที่มีความหลากหลาย เพื่อให้ถูกปากและถูกใจคนกินมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะไขมันที่มีมากในอาหารประเภทเร่งด่วน ตัวเร่งให้เกิดความอ้วนและโรคนานาชนิดที่แฝงมากับอาหารในโลกยุคใหม่ดังนั้น เราจำเป็นต้องปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม เพื่อหลีกหนีอาหารที่หน้าตาดีแต่ไม่มีประโยชน์เหล่านั้นศ.น.พ.นิธิ มหานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและเลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลปิยะเวทกล่าวว่า การรับประทานอาหาร และการดำเนินชีวิตแบบเร่งรีบเป็นตัวทำให้เกิดโรคได้มากมาย โดยเฉพาะโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ ซึ่งมีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคหัวใจและโรคเส้นเลือดในสมองได้ในอนาคตและยิ่งอาหารที่เราบริโภคในปัจจุบัน ถือว่ามีสารอาหารต่าง ๆ หดหายไป ซึ่งบางชนิดยังเป็นโทษต่อร่างกายอีกด้วย เช่น ผลไม้ที่มีความหวานมากขึ้น ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคได้โดยเฉพาะไขมันซึ่งมีทั้งไขมันดีและไขมันไม่ดี ซึ่งร่างกายต้องการไขมันดีมาช่วยให้การฟื้นฟูเซลล์และฮอร์โมนใน ส่วนต่าง ๆ จากข้อมูลทางวิชาการพบว่า ไขมันที่ร่างกายต้องนำไปใช้คือ โอเมก้า 3, 6 และ 9 ซึ่งตัวที่ร่างกายต้องการมากที่สุดคือ โอเมก้า 3 ที่จะช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคสมองเสื่อมได้สำหรับโอเมก้า 3 บางชนิด ถ้าได้ตั้งแต่เด็ก ๆ หรืออยู่ในครรภ์มารดาจะทำให้การเจริญเติบโตของสมองดีขึ้น และยังมีผลการวิจัยพบว่า โอเมก้า 3 ยังช่วยลดอาการอักเสบของโรคข้ออักเสบได้ด้วย ส่วนผู้ป่วยโรคหัวใจนั้นโอเมก้า 3 จะช่วยป้องกันโรคได้ และถ้าในคนที่เป็นโรคแล้วยังป้องกันไม่ให้มีอาการเพิ่มขึ้น ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (อเมริกา) และที่ปรึกษาโภชนบำบัดโรงพยาบาลเทพธารินทร์กล่าวว่า โอเมก้า 3 มีมากอยู่ในอาหารจำพวกปลาทะเล แต่ก็มีอาหารชนิดอื่น ๆ ที่มีสารอาหารชนิดนี้ด้วยเช่นกัน อาทิ ในน้ำมันบางชนิดในพืชบางชนิด เช่น ถั่วเหลือง ผักโขม ผักแขนง เมล็ดปอ และในสาหร่าย แต่ในอาหารเหล่านี้จะเป็นโอเมก้า 3 ที่ไม่ใช่รูปแบบเดียวกับที่อยู่ในปลาอย่างไรก็ตาม โอเมก้า 3 จะถูกทำลายเมื่อนำไปประกอบอาหารด้วยวิธีใช้ความร้อนสูง ๆ โดยเฉพาะวิธีการทอด เพราะโอเมก้า 3 จะละลายไปกับน้ำมันที่ใช้ทอดเกือบทั้งหมด ดังนั้น วิธีที่จะประกอบอาหารให้ คงโอเมก้า 3 ไว้ให้ได้มากที่สุดก็คือ การยำ การต้ม หรือแกง เพราะโอเมก้า 3 จะละลายอยู่ในน้ำซุปหรือน้ำแกง นอกจากนั้น ปลาทูของไทยยังมีโอเมก้า 3 มากเพียงพอกับปลาแซลมอน ที่ไม่จำเป็นต้องซื้อหาปลาราคาแพงมาประกอบอาหารเลย

รู้ไหมว่า "ชิส กับ เนย" อย่างไหนดีกว่ากัน




ผลิตภัณฑ์จากนมอย่าง "เนย" และ "ชีส" ต่างเป็นตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มความอร่อยให้แก่ขนมปังปิ้งมื้อเช้า บิสกิตยามบ่าย หรือแม้แต่เมนูอาหารค่ำแบบฝรั่งก็ยังต้องพึ่งทั้งชีส และเนยจูเลีย เจอป์สเตด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ได‰ทดสอบเด็กๆ วัยประถมศึกษา จำนวน 50 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มที่ชอบกินชีส และกลุ่มที่เลือกกินเนยมากกว่า ก่อนให้สลับพฤติกรรมการกินจากชีสเป็นเนย และเนยเป็นชีส อยู่นานถึง 6 สัปดาห์ปรากฏว่า ร่างกายของนักกินชีสวัยเยาว์ ไม่มีการเพิ่มของไขมันความหนาแน่นต่ำ หรือ ไขมันแอลดีแอล ที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งส่วนบรรดานักกินเนยกลับมีไขมันแอลดีแอลเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7 นั่นเป็นเพราะเนย ผลิตมาจากไขมันล้วนๆ ของนม จึงให้คุณค่าแค่ไขมันตัวร้ายที่ชอบอุดตันอยู่ตามหลอดเลือดขณะที่ชีสมีทั้งแคลเซียม และโปรตีน รวมพลังช่วยกันขับไล่ไขมันออกจากร่างกายระหว่างการย่อย จนเหลือเป็นสารอาหารดีๆ ที่มีประโยชน์เท่านั้น

วิธีลดความฟุ้งซ่านก่อนอ่านหนังสือ



เคยหรือไม่? อ่านหนังสือหลายรอบแต่ยังจำไม่ได้สักที ลองสำรวจ “ใจพร้อม” หรือไม่ เพราะอาจเป็นสาเหตุ “ทำสมาธิสั้น” โดยไม่รู้ตัว “เดลินิวส์ แคมปัส” มีผลการศึกษาน่าสนใจช่วยลดความฟุ้งซ่านมาฝากวัยเรียนกันการวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เผยว่า การฟังเพลงโปรด จะช่วยขยายหลอดเลือด และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ซึ่งไม่เพียงทำให้รู้สึกผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อหัวใจด้วย แต่หากต้องการปรับอารมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่านก่อนอ่านหนังสือแล้วล่ะก็ ควรเลือกฟังเพลงในจังหวะไม่เร็วเกินไปอย่าง “แจ๊ส” จะดีกว่า นอกจากนี้ การวิจัยจากมหาวิทยาลัยในฮ่องกงยังพบว่า การกดจุดบนฝ่ามือ ตรงบริเวณมุมส่วนโค้งระหว่างนิ้วชี้ และนิ้วหัวแม่มือ เพียง 30 วินาที จะช่วยลดความตึงเครียด และเมื่อยล้าของร่างกายส่วนบนได้ถึงร้อยละ 39จากนั้น ก็ถึงเวลาอ่านหนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ โดยน้อง ๆ ควรให้เวลาในการอ่านต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เนื่องจากครึ่งชั่วโมงแรกจิตใจมักยังไม่นิ่ง ส่วนใหญ่จะเริ่มมีสมาธิมากขึ้นหลังล่วงเวลานั้นไปแล้ว ระหว่างนี้ อาจเสริมบรรยากาศภายในห้องด้วยกลิ่นลาเวนเดอร์ก็ได้ เพราะเปรียบเหมือนยาคลายความวิตกกังวลชั้นดีทีเดียว

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ฟังไว้ใส่ชุดชั้นในผิดวิธีอาจเกิดโรคได้

คงไม่มีใครคาดถึงแน่ๆ ถ้าจะบอกว่า ภัยร้ายใกล้ตัวที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้หญิงได้นั้นจะเกิดขึ้นจาก “ชุดชั้นใน” … ใครจะคิดว่าชุดนั้นในที่เราสวมใส่อยู่ทุกวันนั้นจะก่อให้เกิดผลเสียที่ร้านแรงต่อสุขภาพได้จริงไหมล่ะคะ

ไม่เชื่อก็คงจะต้องเชื่อจริงๆ เพราะไม่ว่าจะเป็น เสื้อชั้นใน กางเกงใน หรือสเตย์รัดหน้าท้อง หากไม่รู้จักวิธีการเลือกที่ถูกวิธี เมื่อสวมใส่แล้วก็อาจจะส่งผลต่อสุขภาพได้โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยทีเดียว!!!





สายชุดชั้นใน : ชุดชั้นในที่ถูกปรับสายจนรัดเนื้อตึงเกินไปจะไปรั้งช่วงไหล่ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก สาวๆ ที่ใส่เสื้อชั้นในรั้งเกินไปจึงอาจจะมีโรคปวดหัวเรื้อรัง หรือเป็นไมเกรนตามมา ต้องวิ่งหาหมอหาสาเหตุกันให้วุ่นวาย จริงๆ แล้วก็มีสาเหตุมาจากสายเสื้อชั้นในที่รั้งเกินไปนั่นเองล่ะค่ะ

จีสตริง : กางเกงในจีสตริงเป็นกางเกงที่ไม่ควรใส่เลยสำหรับคนที่รักสุขภาพ เพราะความสวยที่ได้ไม่คุ้มกับโรคร้ายๆ ที่จะตามมา เนื่องจากสายกางเกงในทีเล็กมากๆ แต่รัดสุดๆ จะไปทำให้เนื้อเยื่อบริเวณง่ามก้นระคายเคืองหรือเสียดสีจนเป็นแผล และถ้าดูแลความสะอาดไม่ดีพอ จุดซ่อนเร้นของสาวๆ ก็อาจจะอักเสบและติดเชื้อได้ อันตรายไม่น้อยเลยนะคะเนี่ย

บรารัดแน่นเกินไป : สาวๆ ไม่ควรลืมให้ความกับการคำนึงถึงรอบตัวในการเลือกบรา เพราะถ้าหากบรามีรอบตัวคับเกินไปแรงกดที่รัดแน่นตลอดเวลาติดต่อกันนานๆ จะไปทำร้ายต่อมน้ำเหลือง ทำให้เลือดและน้ำเลือดคั่งอยุ่ข้างใน จากนั้นสิ่งที่จะตามมาคือมะเร็งเต้านมที่สาวๆ กลัวกันนัก นอกจากนี้การใส่บราเล็กเกินไปยังจะทำให้ระบบหายใจติดขัด เหนื่อยง่าย หายใจได้ไม่เต็มปอด เดินช้อปปิ้งไม่กี่โลก็หน้ามืดแล้ว

บราเนื้อแข็ง : เนื้อผ้าของเสื้อชั้นในควรจะลื่น นิ่ม ไม่ระคายเคืองผิว ถ้าหากใส่แล้วรู้สึกคันควรจะเลิกใส่เสื้อในตัวนั้นทันที เพราะอาจจะยังซักไม่สะอาดหรือมีสารฟอกสีที่เป็นอันตรายตกค้างอยู่ และสำหรับสาวๆ ที่ทาโลชั่นบำรุงผิวก็ควรงดทาบริเวณเต้านมด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการหมักหมมหลังจากที่ใส่บราทับลงไป

ใส่ชุดชั้นในซ้ำ : ถึงแม้ว่าชุดชั้นในของเราจะยังดูสะอาดดี แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีเชื้อโรค หลังจากใส่มาแล้วทั้งวันอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีเชื้อแบคทีเรียหมักหมมอยู่บ้าง โดยเฉพาะชุดชั้นในที่เปียกเหงื่อยิ่งอาจจะมีเชื้อรา ทำให้บริเวณจุดซ่อนเร้นสามารถติดเชื้อได้ง่ายๆ

ใส่สเตย์ตลอดเวลา : สาวๆ ที่ใส่สเตย์รัดหน้าท้องจะรู้สึกได้เลยว่าหายใจไม่ค่อออก ยิ่งถ้าใส่ทุกวันจะเกิดการเจ็บป่วยตามมามากมาย โรคแรกที่มาแน่ๆ ได้แก่ โรคในกระเพาะกับลำไส้ เพราะเป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อาจจะท้องผูก ระบบย่อยไม่ดี เป็นโรคกระเพาะ หรือมีแผลในกระเพาะอาหารจากนั้นก็จะมีโรคปวดหลัง กล้ามเนื้อหลังไม่แข็งแรง ปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ เส้นเลือดอุดตัน ระบบไหลเวียนโลหิตมีปัญหา การใส่เสตย์จึงควรใส่เฉพาะเวลาจำเป็นจริงๆ อย่างเวลาไปงานเลี้ยง และพอกลับถึงบ้านก็ควรรีบถอดให้เร็วที่สุด


ช่วงนี้อากาศค่อนข้างชื้น ฝนตกเกือบทุกวัน มีน้องๆ หลายคนบ่นว่าเริ่มไม่สบายเป็นหวัดกันเป็นแถว บางคนถ้าไม่ได้ป่วยมากก็มักจะซื้อยามากินเอง แต่ถ้าอาการหนักหน่อยก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการให้ละเอียด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา คุณหมอก็มักจะให้ยามากินโดยมักจะบอกให้กินให้ต่อเนื่องจนครบตามที่คุณหมอให้ไป และหลังจากกินยาควรดื่มน้ำตามมากๆ


ทำไมคุณหมอถึงต้องกำชับให้เราดื่มตามมากๆ หลังจากกินยา ... มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินยาที่ไม่ถูกต้องซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดอาการ "ยาแตกตัวในหลอดอาหาร" โดยอาการผิดปกตินี้เกิดขึ้นกับผู้ประกาศข่าวชื่อดัง "ไก่ ภาษิต" ซึ่งเจ้าตัวได้เล่าถึงอาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นผ่านรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ว่าตนเคยมีอาการเจ็บคอโดยไม่มีสาเหตุ เวลาหายใจลึกๆ จะเจ็บคอมาก ตอนแรกคิดว่าตนเองเป็นโรคกรดไหลย้อน พอเริ่มมีอาการหนักขึ้นจึงไปหาหมอเพื่อทำการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งปรากฏว่าคุณหมอได้ตรวจพบแผลบริเวณรอบๆ หลอดอาหาร โดยมีลักษณะเป็นผื่นสีแดงเป็นจ้ำๆ

ผู้ประกาศชื่อดังเล่าต่อว่า อาการดังกล่าวนั้นเกิดจากการที่ในช่วงที่ผ่านมาเขามีอาการป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดาแล้วไม่ได้ไปหาหมอแต่หายามากินเอง โดยเวลาที่กินยานั้นบางครั้งก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามเพราะคิดว่าเดี๋ยวยาก็ไปละลายในกระเพาะเอง ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิดมากๆ
เพราะการกินยาโดยที่ไม่ดื่มน้ำตามทำให้ยาไปติดอยู่ที่ตรงหลอดอาหาร ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างคอหอยกับกระเพาะอาหาร พอยาไปติดอยู่บริเวณดังกล่าวก็จะไปกัดทำให้หลอดอาหารเกิดแผล พอเกิดแผลมากๆ คนที่กินยาจะรู้สึกเลยว่าร้อน แน่นหน้าอก ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการกินยา 2 ประเภท คือ ยาที่เป็นกรด ประเภทวิตามินซี และยาที่เป็นพวกแคปซูลเหนียวๆ จะมีปัญหาติดหลอดลมมาก

ดังนั้น พี่เหมี่ยวจึงขอแนะนำวิธีกินยาที่ถูกต้องก็คือ จะต้องดื่มน้ำตามเยอะๆ หลังจากที่กินยา และรอประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนล้มตัวลงนอน เพื่อให้มั่นใจว่ายาที่กินเข้าไปผ่านไปยังกระเพาะอาหาร เพราะยาบางอย่างเวลาดื่มน้ำตามเยอะเราจะรู้สึกเลยว่ามันจะไหลจากคอลงไปท้อง แต่ถ้าเรากินน้ำน้อยบางทีจะไม่รู้สึก จำไว้นะคะว่าการที่เรารู้สึกว่ายาหายจากคอไป ไม่ได้หมายความว่ายาลงไปที่กระเพาะอาหาร ซึ่งจริงๆ มันอาจจะไปติดอยู่ที่หลอดอาหารก็ได้
นอกจากนี้พฤติกรรมการกินยาที่ถูกต้องอีกอย่างหนึ่งก็คือ สำหรับการกินยาก่อนนอน หลังจากกินยาแล้วอย่าเพิ่งเอนตัวลงนอนทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีภาวะกรดไหลย้อน ถ้ายาไปอยู่ตรงหลอดอาหารพอดีก็จะทำให้เกิดแผล จนแผลทะลุ ถ้าเป็นแผลเรื้อรังนานๆ อาจเป็นมะเร็งได้

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อันตรายของปากกาเคมี




เคยสังเกตเวลาใช้ปากกาไวท์บอร์ดหรือปากกาเคมีมั้ยคะว่ามีกลิ่นฉุนของสารเคมีออกมาเวลาที่เขียนด้วยรึเปล่า ถ้ามีขอแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ตราม้าดีกว่าค่ะ เพราะกลิ่นที่ว่านั้นคือสารเคมีที่เรียกว่า "ไซลีน”สารไซลีนใช้เป็นทินเนอร์หรือสารละลายในหมึก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมผลิตสี อุตสาหกรรมงานพิมพ์ โรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ อู่เคาะพ่นสี ฯลฯ
สารไซลีน สามารเข้าสู่ร่างกายคนเราได้ทางผิวหนังและการหายใจ เมื่อผ่านเข้าทางผิวหนังจะ่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง อย่างรุนแรง ส่วนการหายใจเข้าสู่ร่างกาย จะถูกส่งไปยังปอด ผ่านเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต ส่งผลต่อร่างกายได้หลายระดับ ตามปริมาณที่รับเข้าไป เช่น ทำให้มึนงง ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เกิดการเสียวคอและหน้าอก เกิดการระคายเคืองตาและระบบทางเดินหายใจ ไอและน้ำมูกไหล นอกจากนี้การรับสารไซลีน ในปริมาณไม่มากต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน ก็สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน การสูดไอเคมีเข้าไปเรื่อยๆ จะไปกระตุ้นและกดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เกิดอาการชา สั่นกระตุก หวาดกลัว ความจำเสื่อม อ่อนเพลีย จิตใจกระวนกระวาย ทรงตัวลำบาก เบื่ออาหาร คลื่นเหียน และท้องอืด
ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเคมีอย่าง ปากกาไวท์บอร์ด หรือ ปากกาเคมี ควรสังเกตฉลากด้านข้าง อย่างละเอียดว่า มีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยอย่างเครื่องหมาย AP และ CE หรือไม่ สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้จะละเลยไม่ได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง

10 สาเหตุใกล้ตัวที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำคุณฟันเหลือง-ปากเหม็น

สาเหตุที่ทำให้ สุขภาพช่องปากของคุณย่ำแย่

1.เครื่องดื่มเกลือแร่

ปัจจุบันเครื่องดื่มประเภทเกลือแร่ ที่ช่วยทดแทนการสูญเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย มีจำหน่ายมากมายหลากหลายยี่ห้อ ซึ่งก็มิใช่แค่พ่อหนุ่มนักกีฬาเท่านั้นที่นิยม สาวเราบางคนเมื่อรู้สึกอ่อนเพลีย ก็ซื้อหามาดื่มหวังสร้างความกระปรี้กระเปร่าอยู่เป็นประจำ แต่ทราบหรือไม่ว่า เครื่องดื่มประเภทนี้ ไม่ดีต่อฟันเอาซะเลย ทั้งนี้เพราะมีผลการวิจัย ออกมายืนยันว่า เครื่องดื่มเกลือแร่เหล่านี้ มักมีค่าความเป็น กรด อยู่ในระดับสูง ซึ่งกรดเหล่านี้ สามารถส่งผลให้ผิวฟันผุกร่อนได้ง่ายๆ นอกจากนี้น้ำตาลที่มีอยู่ในเครื่องดื่มนี้ เมื่อสะสมเป็นระยะเวลานาน ยังก่อให้เชื้อ แบคทีเรีย (Bacteria) ซึ่งเป็นสาเหตุให้ ฟัน เปราะ แตกหักง่าย และเกิดภาวะร่องเหงือกอักเสบ ได้อีกด้วย "การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่า เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับผู้สูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬา อาจนำไปสู่การพังทลายของฟัน เนื่องมาจากกรด ซึ่งมีความเข้มข้นสูง ที่มีอยู่ในเครื่องดื่มนั้น เข้าไปทำลายเคลือบผิวฟัน” David F. Halpern ประธานสถาบันทันตกรรม แห่งสหรัฐอเมริกา ระบุ

2. การแปรงฟันผิดเวลา

หลายท่านเคยชิน ทานอาหารเสร็จปุ๊บ ต้องรีบเข้าห้องน้ำแปรงฟันปั๊บ เพื่อหวังกำจัดเชื่อแบคทีเรีย เป็นอีกหนทางในการป้องกันฟันผุ แต่ในความจริงแล้ว การแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพฟันเสมอไป หากมื้อนั้นคุณรับประทาน อาหารที่มีกรดสูง เช่น ไวน์ , กาแฟ , น้ำอัดลม หรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ทั้งนี้เพราะ อาหารที่มีกรดสูง เมื่อเรารับประทานเข้าไป กรดของมันจะเข้าไปทำลายเคลือบฟันมากอยู่แล้ว หากยิ่งไปขัดถู แปรงฟันเข้าอีก เคลือบฟันก็จะยิ่งสึกกร่อนและถูกทำลายมากเข้าไปใหญ่ ฉะนั้นแนะนำว่า หลังทานอาหารที่มีกรดสูงเข้าไป ให้กลั้วปากด้วยน้ำเปล่าไปก่อน จากนั้นรอสัก 1 ชั่วโมงแล้วค่อยแปรงฟัน เช่นนั้นจะส่งผลดีต่อฟันมากกว่าค่ะ

3.นิยมจิบไวน์

“ไวน์” (wine) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) ที่หลายคนติดอกติดใจนี่แหละค่ะ ที่เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ซึ่งทำให้ฟันผุ เพราะกรดที่มีอยู่ในไวน์นั้น สามารถทำให้เคลือบฟันของเราค่อยๆ เสื่อมสภาพลง ฉะนั้นสำหรับผู้ชื่นชอบการจิบไวน์ แต่อยากลดความเสี่ยงเรื่องภาวะฟันผุ David F. Halpern แนะนำว่า ควรจิบไวน์แต่พอควร จิบเรื่อยๆ ทีละนิด หลังจิบแล้วก็ดื่มน้ำเปล่าเข้าไปสักหน่อย เพื่อให้น้ำเปล่าช่วยชำละล้างกรดในไวน์ ไม่ให้ทำลายเคลือบฟันได้มากนัก รวมถึงรับประทานไวน์ คู่กับอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม (Calcium) เช่น ดื่มไวน์ขาว คู่กับ ชีส (chese) หรือรับประทานอาหารอย่างอื่นเป็นกับแกล้ม ระหว่างจิบไวน์ไปด้วย เพราะน้ำลายที่เกิดจากการเคี้ยวอาหารจะช่วยให้กรดในไวน์เจือจางได้

4.ทานยาลดน้ำหนัก

เชื่อว่าหลายคน คงได้ยินกันมาบ่อยแล้ว สำหรับเรื่องผลข้างเคียงของยาลดน้ำหนัก ที่อาจส่งผลต่อประสาท ทานแล้วเบลอ หรือพอเลิกทานน้ำหนักก็กลับมามากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ฯลฯ นอกจากผลข้างเคียงที่คุ้นหูนั้น ยังมีอีกอย่างที่คุณอาจไม่ทราบนั่นคือ ยาลดน้ำหนัก ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงทำให้คุณเป็นโรคเหงือก และฟันผุได้ด้วย เพราะยาลดความอ้วนส่วนใหญ่ มักส่งผลให้ต่อมน้ำลาย ผลิตน้ำลายน้อยลง ซึ่งเมื่อน้ำลายในปากน้อยลง เชื้อแบคทีเรีย ที่มีอยู่ในช่องปากก็จะทำลายเหงือกและฟันของคุณได้มากขึ้น จนนำไปสู่อาการฟันผุ สุขภาพช่องปากย่ำแย่ ฉะนั้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คู่ไปกับการควบคุมอาหาร จึงเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุด ที่นอกจากจะทำให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยแล้ว ยังปกป้องร้อยยิ้มสวยๆ ของคุณไว้ได้อีกต่า


5. ดื่มชา - กาแฟ

เครื่องดื่มร้อนๆ หอมกรุ่น อย่าง ชา - กาแฟ ที่สาวเราชอบดื่มกัน นอกจากจะทำให้เกิดคราบไม่น่ามองที่ฟันแล้ว สารแทนนิน (tannin) ในชา - กาแฟ ยังส่งผลต่อผิวฟัน ทำให้ผุกร่อนง่ายอีกด้วย ดังนั้นนอกจากจะแนะนำให้ดื่มชา กาแฟ แต่พอดีแล้ว หลังดื่มเสร็จ ควรกลั้วน้ำเปล่าเสียหน่อยเพื่อช่วยเจือจาง สารแทนนิน มิให้ทำลายผิวฟัน และถ้าจะให้ดีควรเพิ่มนม ลงไปในชา หรือกาแฟด้วย “สารแทนนิน ใน ชาดำ และกาแฟ จะเข้าไปทำลายผิวเคลือบฟัน , ทั้งยังทำให้เกิดเป็นคราบฝังแน่นที่ผิวฝันอีกด้วย ฉะนั้นจึงแนะนำว่า ควรบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้อย่างพอเหมาะ และควรเพิ่มนม ลงในชา หรือกาแฟ ของคุณเพื่อช่วยต่อต้านกรดที่มีในชา และกาแฟเหล่านั้นด้วย” ประธานสถาบันทันตกรรม David F. Halpern ให้ข้อมูล

6. อดอาหาร ลดน้ำหนัก

เมื่ออยู่ในช่วงไดเอท (diet) บางคนตั้งหน้าตั้งตา จำกัดอาหาร หวังลดน้ำหนัก ควบคุมสัดส่วนให้สวยนิ้ง จนลืมคิดไปว่า การที่คุณสาวๆ รับประทานอาหารน้อยลงนั้น เป็นสาเหตุให้คุณขาดวิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญต่อเหงือก และ ฟัน ทั้ง โฟเลต (Folate) , วิตามินดี (Vitamin D) , โปรตีน (Protein) , แคลเซียม , วิตามินซี (Vitamin C) ฯลฯ นอกจากนี้พฤติกรรมการรับประทานน้อย ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ยังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำลง จนอาจเกิดการติดเชื้อที่เหงือก และช่องปากได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

7.ทานยาคุมกำเนิด

เกิดเป็นผู้หญิง ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ เพราะยาคุมกำเนิด ที่สาวมีคู่แล้ว ต้องรับประทานเพื่อคุมกำเนิดเนี้ย ส่งผลต่อการรักษาโรคเหงือก และฟัน ที่จะทำได้ยากขึ้น ทั้งนี้ มีการศึกษายืนยันว่า ผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด หากพวกเธอเกิดภาวะฟันผุ แล้วต้องไปถอนฟันนั้น มีแนวโน้มว่า ผู้หญิงกลุ่มนี้ จะเกิดภาวะการติดเชื้อ ที่เหงือกมากกว่าคนทั่วไป (ผู้ไม่รับประทานยาคุมกำเนิด) ถึง 2 เท่า ฉะนั้นหากคุณยังต้องรับประทานยาคุมกำเนิดจริงๆ แนะนำว่า ควรปรึกษากับทันตแพทย์ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคอยระมัดระวัง สอดส่องผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น

8.ฮอร์โมนในช่วงวัยรุ่น เพิ่มความเสี่ยง โรคเหงือก

เป็นอีกเรื่องที่ต้องเตือนกันไว้ สำหรับ หนุ่ม-สาว แรกรุ่น ที่นอกจากเราจะทราบกันดี ว่าเมื่อ ฮอร์โมน (Hormone) ในช่วงวัยรุ่นพุ่งพล่าน นอกจากจะทำให้เกิดสิว หน้ามัน ฯลฯ แล้ว ยังสามารถทำให้เกิดภาวะเหงือกบวม และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อที่เหงือก เกิดโรคเหงือกอักเสบ และแผลในปากได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ หากดูแลสุขอนามัยภายในช่องปากให้ดี แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอ และพบแพทย์เป็นประจำ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ได้ค่ะ

9. การฟอกฟัน ให้ขาว

แม้ยังไม่ชัดเจนว่า การฟอกฟันขาวจะทำลายผิวฟัน แต่ก็มีงานวิจัยหลายชิ้น ที่ระบุว่า การฟอกฟันเพื่อให้ขาวใสนั้น สามารถส่งผลให้ผิวฟันบอบบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำบ่อยเกินไป ! ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจฟอกสีฟันตามคลินิก(clinic) , ใช้เจลฟอกสีฟันด้วยตัวเองที่บ้าน หรือแม้กระทั่งใช้ยาสีฟันไวท์เทนนิ่ง (Whitening) ที่อาจมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนผิวฟัน ควรพิจารณาให้ถ้วนถี่ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเสมอจ้า


10.อายุเพิ่ม กระดูก - ฟัน ยิ่งอ่อนแอ

เป็นเรื่องธรรมดา ที่ต้องเตรียมใจค่ะ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น กระดูก และฟัน ของเราย่อมเสื่อมไปตามกาลเวลา แม้เรื่องอายุจะหยุดยั้งไม่ได้ แต่คุณก็สามารถช่วยบรรเทา ความสึกหลอของฟันได้ ทั้งการรับประทานอาหารที่เปี่ยมไปด้วยแคลเซียม รวมถึงใช้ ยาสีฟัน ที่มีส่วนผสมของ ฟลูออไรด์ (fluoride) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันฟันผุ


"ผู้สูงอายุที่แปรงอย่างสม่ำเสมอด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์ หรือบ้วนปากด้วยฟลูออไรด์ อย่างสม่ำเสมอ จะมีฟันผุน้อยกว่า ผู้ที่ไม่ได้ใช้ฟลูออไรด์”