วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

วิธีสังเกตยาที่เสื่อมคุณภาพ


- ยาเม็ด สังเกตว่าเม็ดยาจะแตกร่วน สีเปลี่ยนไป มีจุดด่าง ขึ้นรา หรือหากเป็นยาเม็ดเคลือบน้ำตาล เม็ดยาอาจเยิ้มเหนียวมีกลิ่นหืนหรือกลิ่นผิดไปจากเดิม

- ยาแคปซูล สังเกตว่าแคปซูลจะบวม พองออก หรือจับกัน ผงยาในแคปซูลเปลี่ยนสี เช่น ยาเตตราซัยคลินที่เสียแล้ว ผงยาจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเป็นอันตรายต่อไตมาก

- ยาน้ำแขวนตะกอน เช่น ยาลดกรด ยาคาลาไมน์ทาแก้คัน หากเสื่อมสภาพตะกอนจะจับกันเป็นก้อน เกาะติดกันแน่น เขย่าแล้วไม่กระจายตัวดังเดิม มีความเข้มข้น กลิ่น สี หรือรสเปลี่ยนไป

- ยาน้ำเชื่อม เช่น ยาแก้ไอ หากหมดอายุ ยาจะมีลักษณะขุ่นมีตะกอน ผงตัวยาละลายไม่หมด สีเปลี่ยน มีกลิ่นบูดเปรี้ยวหรือรสเปรี้ยว

- ยาขี้ผึ้งและครีม ถ้าพบว่าเนื้อยาแข็งหรืออ่อนกว่าเดิม เนื้อไม่เรียบ เนื้อยาแห้งแข็ง หรือสีของยาเปลี่ยนไป

วิธีการดูว่ายาหมดอายุ คือ ดูวันหมดอายุของยาที่ระบุไว้บนฉลากยา และถ้ายานั้นไม่มีวันบอกหมดอายุ อาจดูจากวันเดือนปีที่ผลิต ซึ่งโดยปกติ ถ้าเป็นยาน้ำจะเก็บไว้ได้ประมาณ 3 ปีนับจากวันผลิต และหากเป็นยาเม็ดจะเก็บไว้ได้ 5 ปี และถ้าเป็นยาหยอดตาหากเปิดใช้แล้วเก็บไว้ได้เพียงหนึ่งเดือน

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

“5 DON’T when you are sleeping”


“5 DON’T when you are sleeping” แปลตรงๆ ก็คือ ’5 อย่า’ เมื่อคุณจะนอน” มาดูกันซิว่ามีอะไรบ้าง

อย่าที่ 1 คือ อย่านอนหลับไปพร้อมๆ กับนาฬิกาข้อมือ ก็เพราะขณะที่นาฬิกาเจ้ากรรมทำงานไปเรื่อยๆ นั้น เจ้านาฬิกาไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนปล่อยพลังงานทั้งสิ้น เชื่อมั้ยว่าการใส่นาฬิกาข้อมือนอนจะมีผลต่อสุขภาพระยะยาวเลย

อย่าที่ 2 นี่ สำหรับพวกชอบคุยโทรศัพท์มือถือจนหลับโดยเฉพาะเลย ไม่ควรนอนหลับไปพร้อมๆ กับโทรศัพท์เท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงการวางโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ๆ ตัวด้วย บางคนที่ชอบใช้มือถือเป็นนาฬิกาปลุกยามเช้า กรุณาเก็บมือถือของท่านไว้ให้ใกลตัวที่สุดเมื่อจะนอนซะเถอะ
ไปหาซื้อนาฬิกาปลุกถูกๆ ดีๆ เก๋ๆ มาใช้ดีกว่า เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าโทรศัพท์มือถือเครื่องจิ๋วเนี่ย จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาขณะเปิดเครื่องไว้ และเจ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหล่านี้มีผลกับระบบประสาทซะด้วยสิ เพราะฉะนั้น ตอนนอนก็ปิดโทรศัพท์มือถือซะดีกว่า พอปิดโทรศัพท์มือถือเรียบร้อยแล้ว จะวางไว้ใกล้หรือไกลก็หายห่วง

อย่าที่ 3 ง่ายๆ สั้นๆ คือ อย่าหลับพร้อมๆ กับเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้าขนาดไหน ต้องล้างเครื่องสำอางออกให้หมด เพราะการหลับทั้งๆ ที่เครื่องสำอางยังคาอยู่ที่ผิวหน้านั้น จะก่อให้เกิดปัญหาด้านผิวพรรณระยะยาว กลางคืนคือช่วงเวลาที่ผิวพรรณจะได้พักผ่อนบ้างนะค่ะ

อย่าที่ 4 (สำหรับสาวๆ เท่านั้น) คือ อย่านอนหลับทั้งๆ ที่ยังใส่ยกทรง นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันค้นพบว่าการใส่ยกทรงนานเกิน 12 ชั่วโมง จะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทรวงอกได้ ฉะนั้น ก็อย่าใส่ยกทรงนอนเลย ไม่ต้องกลัวเสียทรง ไม่ต้องกลัวอกแบะ ห่วงชีวิตไว้ก่อนดีกว่า

อย่าที่ 5 อันนี้เหมาะกับทุกเพศเลยนะ “อย่านอนกับสามีหรือภรรยาของคนอื่น” เพราะคุณอาจจะไม่ได้ตื่นอีกเลย..

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ท่องตำรานาทีสุดท้าย'จำแน่น-สอบดีขึ้น'



จากผลการวิจัยชี้ว่า ฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นเมื่อเกิดความเครียดสามารถทำให้เซลล์สมองเปลี่ยนแปลง และช่วยให้สมองเก็บความจำอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นักวิจัยพบว่า ฮอร์โมนความเครียด คอร์ติซอลและอะดรีนาลีน ทำให้การทำงานของเซลล์ประสาทมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งช่วยส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้ ศาสตราจารย์ฮันส์ รอยล์ นักประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริสตอล อังกฤษ กล่าวว่างานวิจัยนี้บ่งชี้ว่าการเรียนรู้ของนักเรียนอาจดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเรียนรู้ภายใต้ความกดดันจากเส้นตาย รอยล์อธิบายว่า คอร์ติซอลและอะดรีนาลีนอาจกระตุ้นกลไกที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีน โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ บนลำดับดีเอ็นเอ ซึ่งกลายเป็นการตั้งโปรแกรมดีเอ็นเอใหม่ “บ่อยครั้งที่เราพบว่า ความทรงจำที่ไม่น่าพึงใจคือความทรงจำที่คงอยู่กับเราไปตลอดชีวิตมากกว่าความทรงจำที่ดี สาเหตุมาจากบทบาทของความเครียด เนื่องจากมุมมองด้านชีววิทยาทำให้คนเราเลือกจดจำสิ่งที่ทำร้ายหรือคุกคามเรามากกว่า ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่คล้ายกันนั้นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต “คล้ายกับว่าฮอร์โมนความเครียดเชื่อมโยงกับตัวรับสัญญาณบางอย่างในสมอง ที่ส่งเสริมการควบคุมกลไกที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ “และที่สำคัญ ฮอร์โมนความเครียดจะส่งเสริมกระบวนการที่ปกติแล้วเกิดขึ้นขณะเรียนรู้” การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเกิดจากความเครียดที่เพิ่มขึ้นและสร้างเป็นความจำไว้ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียนรู้และความจำ

โอเมก้า 3" ลดความเสี่ยง "โรคหัวใจ" หาได้ใน "ปลาทูไทย"




ความเจริญของโลกใบนี้ก่อให้เกิดการพัฒนาอาหารที่มีความหลากหลาย เพื่อให้ถูกปากและถูกใจคนกินมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะไขมันที่มีมากในอาหารประเภทเร่งด่วน ตัวเร่งให้เกิดความอ้วนและโรคนานาชนิดที่แฝงมากับอาหารในโลกยุคใหม่ดังนั้น เราจำเป็นต้องปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม เพื่อหลีกหนีอาหารที่หน้าตาดีแต่ไม่มีประโยชน์เหล่านั้นศ.น.พ.นิธิ มหานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและเลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลปิยะเวทกล่าวว่า การรับประทานอาหาร และการดำเนินชีวิตแบบเร่งรีบเป็นตัวทำให้เกิดโรคได้มากมาย โดยเฉพาะโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ ซึ่งมีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคหัวใจและโรคเส้นเลือดในสมองได้ในอนาคตและยิ่งอาหารที่เราบริโภคในปัจจุบัน ถือว่ามีสารอาหารต่าง ๆ หดหายไป ซึ่งบางชนิดยังเป็นโทษต่อร่างกายอีกด้วย เช่น ผลไม้ที่มีความหวานมากขึ้น ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคได้โดยเฉพาะไขมันซึ่งมีทั้งไขมันดีและไขมันไม่ดี ซึ่งร่างกายต้องการไขมันดีมาช่วยให้การฟื้นฟูเซลล์และฮอร์โมนใน ส่วนต่าง ๆ จากข้อมูลทางวิชาการพบว่า ไขมันที่ร่างกายต้องนำไปใช้คือ โอเมก้า 3, 6 และ 9 ซึ่งตัวที่ร่างกายต้องการมากที่สุดคือ โอเมก้า 3 ที่จะช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคสมองเสื่อมได้สำหรับโอเมก้า 3 บางชนิด ถ้าได้ตั้งแต่เด็ก ๆ หรืออยู่ในครรภ์มารดาจะทำให้การเจริญเติบโตของสมองดีขึ้น และยังมีผลการวิจัยพบว่า โอเมก้า 3 ยังช่วยลดอาการอักเสบของโรคข้ออักเสบได้ด้วย ส่วนผู้ป่วยโรคหัวใจนั้นโอเมก้า 3 จะช่วยป้องกันโรคได้ และถ้าในคนที่เป็นโรคแล้วยังป้องกันไม่ให้มีอาการเพิ่มขึ้น ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (อเมริกา) และที่ปรึกษาโภชนบำบัดโรงพยาบาลเทพธารินทร์กล่าวว่า โอเมก้า 3 มีมากอยู่ในอาหารจำพวกปลาทะเล แต่ก็มีอาหารชนิดอื่น ๆ ที่มีสารอาหารชนิดนี้ด้วยเช่นกัน อาทิ ในน้ำมันบางชนิดในพืชบางชนิด เช่น ถั่วเหลือง ผักโขม ผักแขนง เมล็ดปอ และในสาหร่าย แต่ในอาหารเหล่านี้จะเป็นโอเมก้า 3 ที่ไม่ใช่รูปแบบเดียวกับที่อยู่ในปลาอย่างไรก็ตาม โอเมก้า 3 จะถูกทำลายเมื่อนำไปประกอบอาหารด้วยวิธีใช้ความร้อนสูง ๆ โดยเฉพาะวิธีการทอด เพราะโอเมก้า 3 จะละลายไปกับน้ำมันที่ใช้ทอดเกือบทั้งหมด ดังนั้น วิธีที่จะประกอบอาหารให้ คงโอเมก้า 3 ไว้ให้ได้มากที่สุดก็คือ การยำ การต้ม หรือแกง เพราะโอเมก้า 3 จะละลายอยู่ในน้ำซุปหรือน้ำแกง นอกจากนั้น ปลาทูของไทยยังมีโอเมก้า 3 มากเพียงพอกับปลาแซลมอน ที่ไม่จำเป็นต้องซื้อหาปลาราคาแพงมาประกอบอาหารเลย

รู้ไหมว่า "ชิส กับ เนย" อย่างไหนดีกว่ากัน




ผลิตภัณฑ์จากนมอย่าง "เนย" และ "ชีส" ต่างเป็นตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มความอร่อยให้แก่ขนมปังปิ้งมื้อเช้า บิสกิตยามบ่าย หรือแม้แต่เมนูอาหารค่ำแบบฝรั่งก็ยังต้องพึ่งทั้งชีส และเนยจูเลีย เจอป์สเตด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ได‰ทดสอบเด็กๆ วัยประถมศึกษา จำนวน 50 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มที่ชอบกินชีส และกลุ่มที่เลือกกินเนยมากกว่า ก่อนให้สลับพฤติกรรมการกินจากชีสเป็นเนย และเนยเป็นชีส อยู่นานถึง 6 สัปดาห์ปรากฏว่า ร่างกายของนักกินชีสวัยเยาว์ ไม่มีการเพิ่มของไขมันความหนาแน่นต่ำ หรือ ไขมันแอลดีแอล ที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งส่วนบรรดานักกินเนยกลับมีไขมันแอลดีแอลเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7 นั่นเป็นเพราะเนย ผลิตมาจากไขมันล้วนๆ ของนม จึงให้คุณค่าแค่ไขมันตัวร้ายที่ชอบอุดตันอยู่ตามหลอดเลือดขณะที่ชีสมีทั้งแคลเซียม และโปรตีน รวมพลังช่วยกันขับไล่ไขมันออกจากร่างกายระหว่างการย่อย จนเหลือเป็นสารอาหารดีๆ ที่มีประโยชน์เท่านั้น

วิธีลดความฟุ้งซ่านก่อนอ่านหนังสือ



เคยหรือไม่? อ่านหนังสือหลายรอบแต่ยังจำไม่ได้สักที ลองสำรวจ “ใจพร้อม” หรือไม่ เพราะอาจเป็นสาเหตุ “ทำสมาธิสั้น” โดยไม่รู้ตัว “เดลินิวส์ แคมปัส” มีผลการศึกษาน่าสนใจช่วยลดความฟุ้งซ่านมาฝากวัยเรียนกันการวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เผยว่า การฟังเพลงโปรด จะช่วยขยายหลอดเลือด และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ซึ่งไม่เพียงทำให้รู้สึกผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อหัวใจด้วย แต่หากต้องการปรับอารมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่านก่อนอ่านหนังสือแล้วล่ะก็ ควรเลือกฟังเพลงในจังหวะไม่เร็วเกินไปอย่าง “แจ๊ส” จะดีกว่า นอกจากนี้ การวิจัยจากมหาวิทยาลัยในฮ่องกงยังพบว่า การกดจุดบนฝ่ามือ ตรงบริเวณมุมส่วนโค้งระหว่างนิ้วชี้ และนิ้วหัวแม่มือ เพียง 30 วินาที จะช่วยลดความตึงเครียด และเมื่อยล้าของร่างกายส่วนบนได้ถึงร้อยละ 39จากนั้น ก็ถึงเวลาอ่านหนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ โดยน้อง ๆ ควรให้เวลาในการอ่านต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เนื่องจากครึ่งชั่วโมงแรกจิตใจมักยังไม่นิ่ง ส่วนใหญ่จะเริ่มมีสมาธิมากขึ้นหลังล่วงเวลานั้นไปแล้ว ระหว่างนี้ อาจเสริมบรรยากาศภายในห้องด้วยกลิ่นลาเวนเดอร์ก็ได้ เพราะเปรียบเหมือนยาคลายความวิตกกังวลชั้นดีทีเดียว

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ฟังไว้ใส่ชุดชั้นในผิดวิธีอาจเกิดโรคได้

คงไม่มีใครคาดถึงแน่ๆ ถ้าจะบอกว่า ภัยร้ายใกล้ตัวที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้หญิงได้นั้นจะเกิดขึ้นจาก “ชุดชั้นใน” … ใครจะคิดว่าชุดนั้นในที่เราสวมใส่อยู่ทุกวันนั้นจะก่อให้เกิดผลเสียที่ร้านแรงต่อสุขภาพได้จริงไหมล่ะคะ

ไม่เชื่อก็คงจะต้องเชื่อจริงๆ เพราะไม่ว่าจะเป็น เสื้อชั้นใน กางเกงใน หรือสเตย์รัดหน้าท้อง หากไม่รู้จักวิธีการเลือกที่ถูกวิธี เมื่อสวมใส่แล้วก็อาจจะส่งผลต่อสุขภาพได้โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยทีเดียว!!!





สายชุดชั้นใน : ชุดชั้นในที่ถูกปรับสายจนรัดเนื้อตึงเกินไปจะไปรั้งช่วงไหล่ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก สาวๆ ที่ใส่เสื้อชั้นในรั้งเกินไปจึงอาจจะมีโรคปวดหัวเรื้อรัง หรือเป็นไมเกรนตามมา ต้องวิ่งหาหมอหาสาเหตุกันให้วุ่นวาย จริงๆ แล้วก็มีสาเหตุมาจากสายเสื้อชั้นในที่รั้งเกินไปนั่นเองล่ะค่ะ

จีสตริง : กางเกงในจีสตริงเป็นกางเกงที่ไม่ควรใส่เลยสำหรับคนที่รักสุขภาพ เพราะความสวยที่ได้ไม่คุ้มกับโรคร้ายๆ ที่จะตามมา เนื่องจากสายกางเกงในทีเล็กมากๆ แต่รัดสุดๆ จะไปทำให้เนื้อเยื่อบริเวณง่ามก้นระคายเคืองหรือเสียดสีจนเป็นแผล และถ้าดูแลความสะอาดไม่ดีพอ จุดซ่อนเร้นของสาวๆ ก็อาจจะอักเสบและติดเชื้อได้ อันตรายไม่น้อยเลยนะคะเนี่ย

บรารัดแน่นเกินไป : สาวๆ ไม่ควรลืมให้ความกับการคำนึงถึงรอบตัวในการเลือกบรา เพราะถ้าหากบรามีรอบตัวคับเกินไปแรงกดที่รัดแน่นตลอดเวลาติดต่อกันนานๆ จะไปทำร้ายต่อมน้ำเหลือง ทำให้เลือดและน้ำเลือดคั่งอยุ่ข้างใน จากนั้นสิ่งที่จะตามมาคือมะเร็งเต้านมที่สาวๆ กลัวกันนัก นอกจากนี้การใส่บราเล็กเกินไปยังจะทำให้ระบบหายใจติดขัด เหนื่อยง่าย หายใจได้ไม่เต็มปอด เดินช้อปปิ้งไม่กี่โลก็หน้ามืดแล้ว

บราเนื้อแข็ง : เนื้อผ้าของเสื้อชั้นในควรจะลื่น นิ่ม ไม่ระคายเคืองผิว ถ้าหากใส่แล้วรู้สึกคันควรจะเลิกใส่เสื้อในตัวนั้นทันที เพราะอาจจะยังซักไม่สะอาดหรือมีสารฟอกสีที่เป็นอันตรายตกค้างอยู่ และสำหรับสาวๆ ที่ทาโลชั่นบำรุงผิวก็ควรงดทาบริเวณเต้านมด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการหมักหมมหลังจากที่ใส่บราทับลงไป

ใส่ชุดชั้นในซ้ำ : ถึงแม้ว่าชุดชั้นในของเราจะยังดูสะอาดดี แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีเชื้อโรค หลังจากใส่มาแล้วทั้งวันอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีเชื้อแบคทีเรียหมักหมมอยู่บ้าง โดยเฉพาะชุดชั้นในที่เปียกเหงื่อยิ่งอาจจะมีเชื้อรา ทำให้บริเวณจุดซ่อนเร้นสามารถติดเชื้อได้ง่ายๆ

ใส่สเตย์ตลอดเวลา : สาวๆ ที่ใส่สเตย์รัดหน้าท้องจะรู้สึกได้เลยว่าหายใจไม่ค่อออก ยิ่งถ้าใส่ทุกวันจะเกิดการเจ็บป่วยตามมามากมาย โรคแรกที่มาแน่ๆ ได้แก่ โรคในกระเพาะกับลำไส้ เพราะเป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อาจจะท้องผูก ระบบย่อยไม่ดี เป็นโรคกระเพาะ หรือมีแผลในกระเพาะอาหารจากนั้นก็จะมีโรคปวดหลัง กล้ามเนื้อหลังไม่แข็งแรง ปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ เส้นเลือดอุดตัน ระบบไหลเวียนโลหิตมีปัญหา การใส่เสตย์จึงควรใส่เฉพาะเวลาจำเป็นจริงๆ อย่างเวลาไปงานเลี้ยง และพอกลับถึงบ้านก็ควรรีบถอดให้เร็วที่สุด


ช่วงนี้อากาศค่อนข้างชื้น ฝนตกเกือบทุกวัน มีน้องๆ หลายคนบ่นว่าเริ่มไม่สบายเป็นหวัดกันเป็นแถว บางคนถ้าไม่ได้ป่วยมากก็มักจะซื้อยามากินเอง แต่ถ้าอาการหนักหน่อยก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการให้ละเอียด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา คุณหมอก็มักจะให้ยามากินโดยมักจะบอกให้กินให้ต่อเนื่องจนครบตามที่คุณหมอให้ไป และหลังจากกินยาควรดื่มน้ำตามมากๆ


ทำไมคุณหมอถึงต้องกำชับให้เราดื่มตามมากๆ หลังจากกินยา ... มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินยาที่ไม่ถูกต้องซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดอาการ "ยาแตกตัวในหลอดอาหาร" โดยอาการผิดปกตินี้เกิดขึ้นกับผู้ประกาศข่าวชื่อดัง "ไก่ ภาษิต" ซึ่งเจ้าตัวได้เล่าถึงอาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นผ่านรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ว่าตนเคยมีอาการเจ็บคอโดยไม่มีสาเหตุ เวลาหายใจลึกๆ จะเจ็บคอมาก ตอนแรกคิดว่าตนเองเป็นโรคกรดไหลย้อน พอเริ่มมีอาการหนักขึ้นจึงไปหาหมอเพื่อทำการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งปรากฏว่าคุณหมอได้ตรวจพบแผลบริเวณรอบๆ หลอดอาหาร โดยมีลักษณะเป็นผื่นสีแดงเป็นจ้ำๆ

ผู้ประกาศชื่อดังเล่าต่อว่า อาการดังกล่าวนั้นเกิดจากการที่ในช่วงที่ผ่านมาเขามีอาการป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดาแล้วไม่ได้ไปหาหมอแต่หายามากินเอง โดยเวลาที่กินยานั้นบางครั้งก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามเพราะคิดว่าเดี๋ยวยาก็ไปละลายในกระเพาะเอง ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิดมากๆ
เพราะการกินยาโดยที่ไม่ดื่มน้ำตามทำให้ยาไปติดอยู่ที่ตรงหลอดอาหาร ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างคอหอยกับกระเพาะอาหาร พอยาไปติดอยู่บริเวณดังกล่าวก็จะไปกัดทำให้หลอดอาหารเกิดแผล พอเกิดแผลมากๆ คนที่กินยาจะรู้สึกเลยว่าร้อน แน่นหน้าอก ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการกินยา 2 ประเภท คือ ยาที่เป็นกรด ประเภทวิตามินซี และยาที่เป็นพวกแคปซูลเหนียวๆ จะมีปัญหาติดหลอดลมมาก

ดังนั้น พี่เหมี่ยวจึงขอแนะนำวิธีกินยาที่ถูกต้องก็คือ จะต้องดื่มน้ำตามเยอะๆ หลังจากที่กินยา และรอประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนล้มตัวลงนอน เพื่อให้มั่นใจว่ายาที่กินเข้าไปผ่านไปยังกระเพาะอาหาร เพราะยาบางอย่างเวลาดื่มน้ำตามเยอะเราจะรู้สึกเลยว่ามันจะไหลจากคอลงไปท้อง แต่ถ้าเรากินน้ำน้อยบางทีจะไม่รู้สึก จำไว้นะคะว่าการที่เรารู้สึกว่ายาหายจากคอไป ไม่ได้หมายความว่ายาลงไปที่กระเพาะอาหาร ซึ่งจริงๆ มันอาจจะไปติดอยู่ที่หลอดอาหารก็ได้
นอกจากนี้พฤติกรรมการกินยาที่ถูกต้องอีกอย่างหนึ่งก็คือ สำหรับการกินยาก่อนนอน หลังจากกินยาแล้วอย่าเพิ่งเอนตัวลงนอนทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีภาวะกรดไหลย้อน ถ้ายาไปอยู่ตรงหลอดอาหารพอดีก็จะทำให้เกิดแผล จนแผลทะลุ ถ้าเป็นแผลเรื้อรังนานๆ อาจเป็นมะเร็งได้

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อันตรายของปากกาเคมี




เคยสังเกตเวลาใช้ปากกาไวท์บอร์ดหรือปากกาเคมีมั้ยคะว่ามีกลิ่นฉุนของสารเคมีออกมาเวลาที่เขียนด้วยรึเปล่า ถ้ามีขอแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ตราม้าดีกว่าค่ะ เพราะกลิ่นที่ว่านั้นคือสารเคมีที่เรียกว่า "ไซลีน”สารไซลีนใช้เป็นทินเนอร์หรือสารละลายในหมึก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมผลิตสี อุตสาหกรรมงานพิมพ์ โรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ อู่เคาะพ่นสี ฯลฯ
สารไซลีน สามารเข้าสู่ร่างกายคนเราได้ทางผิวหนังและการหายใจ เมื่อผ่านเข้าทางผิวหนังจะ่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง อย่างรุนแรง ส่วนการหายใจเข้าสู่ร่างกาย จะถูกส่งไปยังปอด ผ่านเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต ส่งผลต่อร่างกายได้หลายระดับ ตามปริมาณที่รับเข้าไป เช่น ทำให้มึนงง ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เกิดการเสียวคอและหน้าอก เกิดการระคายเคืองตาและระบบทางเดินหายใจ ไอและน้ำมูกไหล นอกจากนี้การรับสารไซลีน ในปริมาณไม่มากต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน ก็สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน การสูดไอเคมีเข้าไปเรื่อยๆ จะไปกระตุ้นและกดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เกิดอาการชา สั่นกระตุก หวาดกลัว ความจำเสื่อม อ่อนเพลีย จิตใจกระวนกระวาย ทรงตัวลำบาก เบื่ออาหาร คลื่นเหียน และท้องอืด
ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเคมีอย่าง ปากกาไวท์บอร์ด หรือ ปากกาเคมี ควรสังเกตฉลากด้านข้าง อย่างละเอียดว่า มีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยอย่างเครื่องหมาย AP และ CE หรือไม่ สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้จะละเลยไม่ได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง

10 สาเหตุใกล้ตัวที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำคุณฟันเหลือง-ปากเหม็น

สาเหตุที่ทำให้ สุขภาพช่องปากของคุณย่ำแย่

1.เครื่องดื่มเกลือแร่

ปัจจุบันเครื่องดื่มประเภทเกลือแร่ ที่ช่วยทดแทนการสูญเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย มีจำหน่ายมากมายหลากหลายยี่ห้อ ซึ่งก็มิใช่แค่พ่อหนุ่มนักกีฬาเท่านั้นที่นิยม สาวเราบางคนเมื่อรู้สึกอ่อนเพลีย ก็ซื้อหามาดื่มหวังสร้างความกระปรี้กระเปร่าอยู่เป็นประจำ แต่ทราบหรือไม่ว่า เครื่องดื่มประเภทนี้ ไม่ดีต่อฟันเอาซะเลย ทั้งนี้เพราะมีผลการวิจัย ออกมายืนยันว่า เครื่องดื่มเกลือแร่เหล่านี้ มักมีค่าความเป็น กรด อยู่ในระดับสูง ซึ่งกรดเหล่านี้ สามารถส่งผลให้ผิวฟันผุกร่อนได้ง่ายๆ นอกจากนี้น้ำตาลที่มีอยู่ในเครื่องดื่มนี้ เมื่อสะสมเป็นระยะเวลานาน ยังก่อให้เชื้อ แบคทีเรีย (Bacteria) ซึ่งเป็นสาเหตุให้ ฟัน เปราะ แตกหักง่าย และเกิดภาวะร่องเหงือกอักเสบ ได้อีกด้วย "การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่า เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับผู้สูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬา อาจนำไปสู่การพังทลายของฟัน เนื่องมาจากกรด ซึ่งมีความเข้มข้นสูง ที่มีอยู่ในเครื่องดื่มนั้น เข้าไปทำลายเคลือบผิวฟัน” David F. Halpern ประธานสถาบันทันตกรรม แห่งสหรัฐอเมริกา ระบุ

2. การแปรงฟันผิดเวลา

หลายท่านเคยชิน ทานอาหารเสร็จปุ๊บ ต้องรีบเข้าห้องน้ำแปรงฟันปั๊บ เพื่อหวังกำจัดเชื่อแบคทีเรีย เป็นอีกหนทางในการป้องกันฟันผุ แต่ในความจริงแล้ว การแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพฟันเสมอไป หากมื้อนั้นคุณรับประทาน อาหารที่มีกรดสูง เช่น ไวน์ , กาแฟ , น้ำอัดลม หรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ทั้งนี้เพราะ อาหารที่มีกรดสูง เมื่อเรารับประทานเข้าไป กรดของมันจะเข้าไปทำลายเคลือบฟันมากอยู่แล้ว หากยิ่งไปขัดถู แปรงฟันเข้าอีก เคลือบฟันก็จะยิ่งสึกกร่อนและถูกทำลายมากเข้าไปใหญ่ ฉะนั้นแนะนำว่า หลังทานอาหารที่มีกรดสูงเข้าไป ให้กลั้วปากด้วยน้ำเปล่าไปก่อน จากนั้นรอสัก 1 ชั่วโมงแล้วค่อยแปรงฟัน เช่นนั้นจะส่งผลดีต่อฟันมากกว่าค่ะ

3.นิยมจิบไวน์

“ไวน์” (wine) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) ที่หลายคนติดอกติดใจนี่แหละค่ะ ที่เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ซึ่งทำให้ฟันผุ เพราะกรดที่มีอยู่ในไวน์นั้น สามารถทำให้เคลือบฟันของเราค่อยๆ เสื่อมสภาพลง ฉะนั้นสำหรับผู้ชื่นชอบการจิบไวน์ แต่อยากลดความเสี่ยงเรื่องภาวะฟันผุ David F. Halpern แนะนำว่า ควรจิบไวน์แต่พอควร จิบเรื่อยๆ ทีละนิด หลังจิบแล้วก็ดื่มน้ำเปล่าเข้าไปสักหน่อย เพื่อให้น้ำเปล่าช่วยชำละล้างกรดในไวน์ ไม่ให้ทำลายเคลือบฟันได้มากนัก รวมถึงรับประทานไวน์ คู่กับอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม (Calcium) เช่น ดื่มไวน์ขาว คู่กับ ชีส (chese) หรือรับประทานอาหารอย่างอื่นเป็นกับแกล้ม ระหว่างจิบไวน์ไปด้วย เพราะน้ำลายที่เกิดจากการเคี้ยวอาหารจะช่วยให้กรดในไวน์เจือจางได้

4.ทานยาลดน้ำหนัก

เชื่อว่าหลายคน คงได้ยินกันมาบ่อยแล้ว สำหรับเรื่องผลข้างเคียงของยาลดน้ำหนัก ที่อาจส่งผลต่อประสาท ทานแล้วเบลอ หรือพอเลิกทานน้ำหนักก็กลับมามากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ฯลฯ นอกจากผลข้างเคียงที่คุ้นหูนั้น ยังมีอีกอย่างที่คุณอาจไม่ทราบนั่นคือ ยาลดน้ำหนัก ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงทำให้คุณเป็นโรคเหงือก และฟันผุได้ด้วย เพราะยาลดความอ้วนส่วนใหญ่ มักส่งผลให้ต่อมน้ำลาย ผลิตน้ำลายน้อยลง ซึ่งเมื่อน้ำลายในปากน้อยลง เชื้อแบคทีเรีย ที่มีอยู่ในช่องปากก็จะทำลายเหงือกและฟันของคุณได้มากขึ้น จนนำไปสู่อาการฟันผุ สุขภาพช่องปากย่ำแย่ ฉะนั้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คู่ไปกับการควบคุมอาหาร จึงเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุด ที่นอกจากจะทำให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยแล้ว ยังปกป้องร้อยยิ้มสวยๆ ของคุณไว้ได้อีกต่า


5. ดื่มชา - กาแฟ

เครื่องดื่มร้อนๆ หอมกรุ่น อย่าง ชา - กาแฟ ที่สาวเราชอบดื่มกัน นอกจากจะทำให้เกิดคราบไม่น่ามองที่ฟันแล้ว สารแทนนิน (tannin) ในชา - กาแฟ ยังส่งผลต่อผิวฟัน ทำให้ผุกร่อนง่ายอีกด้วย ดังนั้นนอกจากจะแนะนำให้ดื่มชา กาแฟ แต่พอดีแล้ว หลังดื่มเสร็จ ควรกลั้วน้ำเปล่าเสียหน่อยเพื่อช่วยเจือจาง สารแทนนิน มิให้ทำลายผิวฟัน และถ้าจะให้ดีควรเพิ่มนม ลงไปในชา หรือกาแฟด้วย “สารแทนนิน ใน ชาดำ และกาแฟ จะเข้าไปทำลายผิวเคลือบฟัน , ทั้งยังทำให้เกิดเป็นคราบฝังแน่นที่ผิวฝันอีกด้วย ฉะนั้นจึงแนะนำว่า ควรบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้อย่างพอเหมาะ และควรเพิ่มนม ลงในชา หรือกาแฟ ของคุณเพื่อช่วยต่อต้านกรดที่มีในชา และกาแฟเหล่านั้นด้วย” ประธานสถาบันทันตกรรม David F. Halpern ให้ข้อมูล

6. อดอาหาร ลดน้ำหนัก

เมื่ออยู่ในช่วงไดเอท (diet) บางคนตั้งหน้าตั้งตา จำกัดอาหาร หวังลดน้ำหนัก ควบคุมสัดส่วนให้สวยนิ้ง จนลืมคิดไปว่า การที่คุณสาวๆ รับประทานอาหารน้อยลงนั้น เป็นสาเหตุให้คุณขาดวิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญต่อเหงือก และ ฟัน ทั้ง โฟเลต (Folate) , วิตามินดี (Vitamin D) , โปรตีน (Protein) , แคลเซียม , วิตามินซี (Vitamin C) ฯลฯ นอกจากนี้พฤติกรรมการรับประทานน้อย ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ยังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำลง จนอาจเกิดการติดเชื้อที่เหงือก และช่องปากได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

7.ทานยาคุมกำเนิด

เกิดเป็นผู้หญิง ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ เพราะยาคุมกำเนิด ที่สาวมีคู่แล้ว ต้องรับประทานเพื่อคุมกำเนิดเนี้ย ส่งผลต่อการรักษาโรคเหงือก และฟัน ที่จะทำได้ยากขึ้น ทั้งนี้ มีการศึกษายืนยันว่า ผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด หากพวกเธอเกิดภาวะฟันผุ แล้วต้องไปถอนฟันนั้น มีแนวโน้มว่า ผู้หญิงกลุ่มนี้ จะเกิดภาวะการติดเชื้อ ที่เหงือกมากกว่าคนทั่วไป (ผู้ไม่รับประทานยาคุมกำเนิด) ถึง 2 เท่า ฉะนั้นหากคุณยังต้องรับประทานยาคุมกำเนิดจริงๆ แนะนำว่า ควรปรึกษากับทันตแพทย์ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคอยระมัดระวัง สอดส่องผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น

8.ฮอร์โมนในช่วงวัยรุ่น เพิ่มความเสี่ยง โรคเหงือก

เป็นอีกเรื่องที่ต้องเตือนกันไว้ สำหรับ หนุ่ม-สาว แรกรุ่น ที่นอกจากเราจะทราบกันดี ว่าเมื่อ ฮอร์โมน (Hormone) ในช่วงวัยรุ่นพุ่งพล่าน นอกจากจะทำให้เกิดสิว หน้ามัน ฯลฯ แล้ว ยังสามารถทำให้เกิดภาวะเหงือกบวม และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อที่เหงือก เกิดโรคเหงือกอักเสบ และแผลในปากได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ หากดูแลสุขอนามัยภายในช่องปากให้ดี แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอ และพบแพทย์เป็นประจำ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ได้ค่ะ

9. การฟอกฟัน ให้ขาว

แม้ยังไม่ชัดเจนว่า การฟอกฟันขาวจะทำลายผิวฟัน แต่ก็มีงานวิจัยหลายชิ้น ที่ระบุว่า การฟอกฟันเพื่อให้ขาวใสนั้น สามารถส่งผลให้ผิวฟันบอบบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำบ่อยเกินไป ! ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจฟอกสีฟันตามคลินิก(clinic) , ใช้เจลฟอกสีฟันด้วยตัวเองที่บ้าน หรือแม้กระทั่งใช้ยาสีฟันไวท์เทนนิ่ง (Whitening) ที่อาจมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนผิวฟัน ควรพิจารณาให้ถ้วนถี่ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเสมอจ้า


10.อายุเพิ่ม กระดูก - ฟัน ยิ่งอ่อนแอ

เป็นเรื่องธรรมดา ที่ต้องเตรียมใจค่ะ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น กระดูก และฟัน ของเราย่อมเสื่อมไปตามกาลเวลา แม้เรื่องอายุจะหยุดยั้งไม่ได้ แต่คุณก็สามารถช่วยบรรเทา ความสึกหลอของฟันได้ ทั้งการรับประทานอาหารที่เปี่ยมไปด้วยแคลเซียม รวมถึงใช้ ยาสีฟัน ที่มีส่วนผสมของ ฟลูออไรด์ (fluoride) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันฟันผุ


"ผู้สูงอายุที่แปรงอย่างสม่ำเสมอด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์ หรือบ้วนปากด้วยฟลูออไรด์ อย่างสม่ำเสมอ จะมีฟันผุน้อยกว่า ผู้ที่ไม่ได้ใช้ฟลูออไรด์”